วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

...เปิดเทอมใหม่...ยังไงก็ยังว้าวุ่น...

Ch@ros ฉายเมื่อ เมษายน 2551

...พ.ศ.นี้ ผมก็ยังทำงานเกี่ยวกับการศึกษาของคนที่โตแล้วเหมือนเดิม...

...มีคนหน้าใหม่ผ่านเข้ามาในชีวิตพร้อมกันครั้งละมากๆ เหมือนเดิม...

...ความคาดหวังและความกลัวของคนเหล่านั้น ...นี่ก็เหมือนเดิม...
.
.
.
...แล้วจะมีอะไรใหม่ๆ ไหม? ...

...ดูเหมือนว่าปีนี้ผมจะไม่ค่อยมีอะไรที่น่าตื่นตาตื่นใจมากนัก

...เมื่อตอนที่เริ่มงานนี้ใหม่ๆ ก็กระดี๊กระด๊าดีอยู่

...แต่ยิ่งวัน ความกระดี๊กระด๊านั้นก็เริ่มจืด...เพราะรู้สึกว่าผู้คนที่ผ่านเข้ามานั้น แม้จะเป็นหน้าใหม่ก็จริง แต่ก็มีอะไรๆ คล้ายๆ กันกับพวกที่เคยเดินผ่านเราไปเมื่อปีกลาย เลยไม่ค่อยจะรู้สึกตื่นเต้น เหมือนกับครั้งแรกๆ แต่ก็ไม่ได้เฉยไปเสียทีเดียว บางทีต้องมองแบบระแวดระวังเล็กน้อยถึงปานกลาง...

...ทำนองว่ารอหยั่งเชิงกันก่อน...

...ก็คงต้องรอดูกันไปล่ะครับ...

วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

วิสาขบูชารำลึก


หลวงพ่อพระพุทธเมตตา ณ มหาโพธิวิหาร พุทธคยา Ch@ros ฉายเมื่อ 31 ธันวาคม 2551

วันวิสาขบูชา หรือ วิศาขบูชา (บาลี: วิสาขปูชา; อังกฤษ: Vesak) เป็น "วันสำคัญทางพุทธศาสนาสากล" ของชาวพุทธทุกนิกายทั่วโลก, "วันหยุดราชการ" ในหลายประเทศ และ "วันสำคัญของโลก" ตามมติเอกฉันท์ของที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ เพราะเป็นวันคล้ายวันที่เกิดเหตุการณ์สำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา 3 เหตุการณ์ด้วยกัน คือ เป็นวันคล้ายวันประสูติ, ตรัสรู้ และปรินิพพาน แห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยทั้งสามเหตุการณ์นั้นได้เกิดตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 หรือในวันเพ็ญแห่งเดือนวิสาขมาส (ต่างปีกัน) ชาวพุทธจึงถือว่าเป็นวันที่รวมเกิดเหตุการณ์อัศจรรย์ยิ่ง จึงเรียกการบูชาในวันนี้ว่า "วิสาขบูชา" ย่อมาจาก "วิสาขปูรณมีบูชา" แปลว่า "การบูชาในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ" อันเป็นเดือนที่สองตามปฏิทินของอินเดีย ซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 ตามปฏิทินจันทรคติของไทย (ซึ่งมักจะตรงกับเดือนพฤษภาคม หรือมิถุนายน) โดยในประเทศไทย ถ้าในปีใดมีเดือน 8 สองหน ก็เลื่อนไปทำในวันเพ็ญเดือน 7 หลัง ตามปฏิทินจันทรคติของไทย ซึ่งประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาเถรวาทอื่นที่ไม่ได้ถือคติตามปฏิทินจันทรคติของไทย จะจัดพิธีวิสาขบูชาในวันเพ็ญเดือน 6 แม้ในปีนั้นจะมีเดือน 8 สองหน (ตามปฏิทินจันทรคติไทย) ก็ตาม และในกลุ่มชาวพุทธมหายานบางนิกาย ที่นับถือว่าเหตุการณ์ทั้ง 3 นั้น เกิดในวันต่างกันไป จะมีการจัดพิธีวิสาขบูชาต่างวันกันตามความเชื่อในนิกายของตน ๆ (ซึ่งจะไม่ตรงกับวันวิสาขบูชาตามปฏิทินของชาวพุทธเถรวาท) ในปีพุทธศักราช 2552 นี้ ตรงกับวันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม 2552


พระเจ้าตนหลวงทุ่งเอี้ยงเมืองพะเยา Ch@ros ฉายเมื่อปี 2551
ธรรมอันควรคำนึงเนื่องในวันวิสาขปุรณมีบูชา

1. สมเด็จพระบรมครู เสด็จมาประสูติพร้อมการอธิษฐานอันยิ่งใหญ่ ว่า


"อคฺโคหมสฺมิ โลกสฺส เชฏฺโฐหมสฺมิ โลกสฺส เสฏฺโฐหมสฺมิ โลกสฺส.อยมนฺติมา ชาติ. นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว."
คำแปล: "เราเป็นผู้เลิศแห่งโลก, เราเป็นผู้เจริญที่สุดแห่งโลก, เราเป็นผู้เจริญที่สุดแห่งโลก. ชาตินี้ เป็นชาติสุดท้าย. บัดนี้ ภพใหม่ย่อมไม่มี ดังนี้"
(สยามรฏฺฐเตปิฏกํ ปาลี. อจฺฉริยอพฺภูตธมฺมสุตฺต อุปริ. ม. ๑๔/๒๔๙-๒๕๑/๓๖๖-๗-๘-๙, ๓๗๑)

ธรรมข้อแรกอันควรคำนึง คือ การตั้งใจไว้โดยชอบ พระมหาสัตว์เจ้าทรงตั้งพระองค์และทรงตั้งพระทัยไว้โดยชอบแล้วนับชาตินับกาลไม่ถ้วน เมื่อประสูติครั้งนี้จึงเป็นการประกาศดำเนินตามปณิธานอันสูงส่งอย่างไม่ลดละจนบรรลุวัตถุประสงค์ในการรื้อขนสรรพสัตว์สู่พระนิพพานอันเกษม
2. สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ได้ตรัสรู้ความจริงอันประเสริฐในวันนี้

ธรรมข้อสองอันควรคำนึงคือ การสืบสาวหาต้นทางของความทุกข์เพื่อแก้ทุกข์ นอกเหนือจากอริยสัจทั้งสี่ประการที่เราท่องจำกันจนขึ้นใจแล้วยังมีเรื่องของ หลักการเป็นปัจจัยแก่กันตามแนวอิทัปปัจจยตา และปฏิจจสมุปบาท ด้วย รายละเอียดตาม ลิ้งค์


3. สมเด็จพระธรรมสามิศร เสด็จดับขันธปรินิพพานในวันนี้ โดยได้ประทานมรดกอันสำคัญไว้แก่พวกเรา นั่นคือ คำสอนเรื่อง ความไม่ประมาท พึงระลึกคำนึงตาม ดังพระคาถาที่ว่า

"...หนฺท ทานิ ภิกฺขเว อามนฺตยามิ โว วยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ..."
แปลว่า: ภิกษุทั้งหลาย! บัดนี้ เราจักเตือนพวกเธอทั้งหลายว่า "สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา. พวกเธอทั้งหลาย จงยังประโยชน์ตนและท่าน ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด"
(สยามรฏฺฐเตปิฏกํ ปาลี. มหาปรินิพฺพานสุตฺต มหา. ที. ๑๐/๑๔๙/๑๑)



พระบรมธาตุเจ้าหริภุญไชย Ch@ros ฉายเมื่อ 2 มกราคม 2551


...นอกเหนือจากการรำลึกถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ในวันวิสาขบูชาหรือแปดเป็งของทางเหนือนั้นยังเป็นวันคล้ายวันเกิดของพระเจ้าตนหลวงทุ่งเอี้ยงเมืองพะเยา และเป็นวันสรงน้ำพระบรมธาตุเจ้าหริภุญไชยอีกด้วย พุทธศาสนิกชนในสองจังหวัดนี้มักจัดงานใหญ่เป็นประจำทุกปี...

หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ วัดสะแก อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

credit: http://www.watthummuangna.com/
สามารถติดตามประวัติและคำสอนของท่านได้ครับ


ภาพถ่ายครูบาชัยยะวงศาพัฒนาบนรถเข็น ตั้งอยู่หน้าสรีรธาตุของพระคุณเจ้าฯ ที่คณะศิษย์เก็บรักษาไว้ที่วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม Ch@ros ฉายเมื่อ อาสาฬหปุรณมี พ.ศ.2551

...แล้วยังเป็นวาระที่ทำให้เรารำลึกถึงครูบาอาจารย์ที่สำคัญอีกสององค์ ได้แก่ 105 ปี ชาตกาลแห่งหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ วัดสะแก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ 9 ปี การมรณภาพของหลวงปู่ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา (พระครูพัฒนกิจจานุรักษ์) วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม จังหวัดลำพูน ซึ่งในหมู่ศิษย์หาของพระคุณท่านนับถือกันว่าเป็นพระโพธิสัตว์ใหญ่ทั้งคู่...





...เชิญทำบุญแล้วระลึกถึงคุณงามความดีทั้งหลายตามอัธยาศัยนะครับ...








วันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2552

หนังสือปีใหม่ จุลลสักกราช ๑๓๗๑ ปีกัดเป้า สำนวนไทขึนเมืองเชียงตุง

หนังสือปีใหม่ไทขึน เมิงเชียงตุง ปี จ.ศ. ๑๓๗๑ ตัว
.
นวังคะปีใหม่นี้ เปนปีกัดเป้า จุฬสักกราชได้ ๑๓๗๑ ตัว เศษ ๔ ชื่อว่าจันทาธิมาศทินาธิกะตกเดิน ๘ เบ่าหน สังขารไปเดิน ๖ แรม ๔ ฅ่ำ เมงวัน ๒ ไทยวันปึกใจ้ เกณฑ์เดิน ๐ เน่า ๒ วัน ทินรวิมี ๓๖๕ พระญาวันมาเดิน ๖ แรม ๗ ฅ่ำ เมงวัน ๕ ไทยวันร้วงเหม้า วันที่ ๑๖เมษายน ๒๐๐๙ อหังคณอัตตา ๕๐๐๗๗๑ ติตถีอัตตา ๒๒ พระพุทธสกราชได้ ๒๕๕๓ วัสสา อนาคตสกราชยังหลอ ๒๔๔๗ วัสสา
.
ปีนี้เข้าวัสสาเดิน ๙ เพง จุฬสกราชปีใหม่ขี้นยามแตรสู่เที่ยงวัน ขุนสังขารขี่งูไปยามกลองงาย มือกวาถือผาลา มือซ้ายทือหอกปลายแหลม ลุกหนพยัพไปสู่หนอาคไนย นางผู้ชื่อมโหสาระ นั่งแงกฅิงรับเอา งูจักมีมาก จักแขงด้วยไฟสักหน่อย สัตว์แลฅนทังหลาย จักร้อนใจด้วยไภยะพยาธิโรคานานาต่างๆ ไภยะจักมีแก่พ่อค้าแลฅนทุกข์ไร้เข็ญใจชาแล
.
จักได้เอาแก้วเจ้า ๓ ประการแลพ่อแม่ครูบาอาจารย์เปนที่จั้งทันพึ่ง จิ่งจักได้อยู่เย็นเปนสุข รอดพ้นไภยะทังหลายไปพายหน้าชาแล
.
ปีนี้ไม้ห้าเปนพระญาแก่ไม้ทังหลาย กวันเข้าพึ่งไม้หมากทัน เข้านาดีด้วยลางแห่ง ฝนตกเบ่าเสมอกัน นาคขึ้นน้ำ ๒ ตัว ฝนตก ๒ ตาง แพะรักสาปี แรดรักสาเดิน นกยูงรักสาป่า คะต่ายรักสาน้ำ ยักข์ใพ้อากาศ จัณฑละใพ้แผ่นดิน
.
ผู้ยิงเปนใหย่แก่ฅนทังหลาย วัวเปนใหย่แก่สัตว์ ๔ ตีน นกไฟเปนใหย่แก่สัตว์ ๒ ตีน ไม้แห้วเปนใหย่แก่ไม้จิง ไม้ซางเปนใหย่แก่ไม้กลวง หย้าแฟดเปนใหย่แก่หย้าทังหลาย รสแผ่นดินเบ่าพอหลาย เข้านาเบ่าพอดี ฝนตกร้อยห่า ฝนห่าใหย่มี ๖๐ ห่า ตกทั่วชุมพูทวีป ลมจักมีมาก ฝนมีหัวปี หล้าปี กลางปีมีน้อย
.
ฅนเกิดมาปีนี้ มีโกธะมานะใหย่ เบ่าสู้ได้เลี้ยง วงสาหลายจิ่งดี มีอายุ ๕๐ ปีเปนฝั่ง เหลอนั้นไปอยู่ด้วยบุญกัมม์แห่งตนชาแล
.
ปีนี้ เข้า งน ฅำ วัว ควาย แพง, แก้ว แสง เหล็ก ชืน เส้อ ผ้า เกอ อ้อย ม้า ปลาเน่า ปานกลาง, ปลาแลพริกถูก
.
คันถึงวันพระญาวันมา หื้อชวนกันทานน้ำทานซายไม้ค้ำแท่น ทานแล้วปราถนาหื้อได้อยู่เย็นเปนสุขต่อรอดปีเดินวันยาม ชุเจ้าชุตนชุผู้ชุฅนแด่เทิ่อ.๚๛
.
สมเด็จอาชญาธรรม
วัดราชฐานหลวงเชียงยืน เวียงเชียงตุง
ปล่านแปลง
.

Credit: http://www.cm77.com/board/frame.php?frameon=yes&referer=http%3A//www.cm77.com/board/ สรียินดีจ้าดนักครับผม

วันศุกร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2552

หนังสือปีใหม่ จุลลสักกราช ๑๓๗๑ ปีกัดเป้า


หนังสือปีใหม่ ปีกัดเป้า
(ปีฉลู เอกศก) จ.ศ. ๑๓๗๑
ปกติมาส อธิกวาร ปกติสุรทิน
.
...มังคลวุฒิสิริศุภมัสตุ จุลศักราชได้ ๑๓๗๐ ตัว ปีชวดฉนำ กัมโพชพิไสย เข้ามาในคิมหันตอุตุ จิตรามาส กาฬปักข์ ปัญจมี ภุมมวารไถง ไทยภาษาว่า ปีเปิดใจ้ เดือน ๗ แรม ๕ ค่ำ พร่ำว่าได้วันอังคาร ไทวันกัดเป้า ตรงกับวันที่ ๑๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๒ ยามนั้น ระวิสังขานต์มีตนเรื่อเรืองงามประดุจดังคำสิงคี สถิตอยู่ทิพย์วิมานมีนราศีประเทศ ก็ประดับตนด้วยเครื่องอาภรณ์วิเศษอลังการสีดังแก้วปพาฬผ่องแผ้ว คือว่าสีแดงแสดเลิศแล้ว ประดับตนด้วยรัตนมณีแก้วปพาฬ อันเรืองรุ่ง รัศมีพุ่งงามตา มีหัตถามือซ้ายบนถือลูกประคำผ่องแผ้ว มือซ้ายลุ่มถือกระออมแก้วอันงามโสภา มีมือเบื้องขวาบนนั้นก็มาถือจักร มือขวาลุ่มเอาพาดตักแห่งตนไว้หมั้น ได้กาลยามดี ยามนั้นก็เสด็จยืนก้มหน้าอยู่บนหลังสีหราชา คือพญาราชสีห์ตนองอาจ เสด็จยัวริยาตรจักไปสู่เมษราศี ก็ออกจากทิพย์วิมานคำดีผ่องแผ้วด้วยประตูอันอยู่หนอุตระ คือทิศเหนือแล้ว ยกย่างลีลาด้วยพหุพลนิกายโยธาไปสู่อิสานะทิศา คือตะวันออกเฉียงเหนือดั่งอั้น ยามนั้นเป็นเวลายามตูดรุ่ง เวลา ๐๑ นาฬิกา ๘ นาที ๒๔ วินาที คนทั้งหลายจิ่งเรียกว่าวันสังขานต์ล่อง
.
ยามนั้น ยังมีนางเทวดา ชื่อมัณฑะหมอบตนรับเอา ปีนี้สังขานต์ไปวันอังคาร จักเดือดร้อนแก่ชาวเมือง จักเกิดเปนกลียุค วิวาทบาดหมางผิดเถียงกัน จักร้อนใจแก่เจ้าบ้านเจ้าเมือง พระราชามหากษัตริย์ บ้านเมืองจักแล้ง สรมชาวเจ้าจักเดือดร้อนใจ ข้าวจักมีราคาแพง ของใช้จักขึ้นราคา ของแดงลายและลูกไม้ผลไม้บ่สู้มีราคา จักวิวาทกันด้วยคำบ้านคำเมือง ปีนี้ฝนตกบ่เสมอ หัวปีมีมาก กลางปีบ่มีหลาย หล้าปีก็จักมีอยู่พ่อง ชารสดินบ่ดี สัตว์ ๔ ตีน ๒ ตีนจักมีภัย จักหันแผ่นดินแตกในเมือง เจ้าขุนผู้ใหญ่จักตาย จักมีอุบาทว์ใหญ่ในบ้านเมือง คนเกิดวันอาทิตย์จักมีเคราะห์ใหญ่ คนเกิดวันจันทร์จักมีโชคลาภ



...ในวันสังขานต์ไปนั้น จุ่งหื้อพากันสระเกล้าดำหัวยังแม่น้ำ ทางไคว่ เค้าไม้ใหญ่นอกบ้านชายคา อว่ายหน้าไปสุ่ทิสะหนใต้ แล้วเอาน้ำส้มป่อยดำหัว อาบองค์สรงเกศเกล้าด้วยมนต์วิเศษ สรูปเภทเป็นคาถา ว่า “สัพพะทุกขา สัพพะภะยา สัพพะอันตรายา สัพพะทุนนิมิตตา สัพพะคะหา สัพพะอุปัทวา วินาสันตุฯ”
ปีนี้ศรีอยู่ดัง กาลกิณณีอยู่ปาก จังไรอยู่บ่า เอาส้มป่อยเช็ดคว่างเสีย ปีนี้ผีหัวหลวงเป็นยักษ์อยู่ทิศเหนือ ดำหัวอย่าบิ่นหน้าไปทางทิศนั้น แล้วมานุ่งผ้าใหม่เหน็บดอกไม้นามปี ปีนี้ดอกเก็ดถะหวา เป็นพญาดอก ควรเอามาเหน็บเกศเกล้ามวยผมและเหน็บไว้ประตูบ้าน ประตูเรือน เป็นมังคละ จักอยู่สุขะสวัสสะดีชะแล
.
...ในเดือน ๗ แรม ๖ ค่ำ พร่ำว่าได้วันพุธ ตรงกับวันที่ ๑๕ เมษายน ไทวันกดยี เปนวันปูติ คือวันเน่า ปีนี้เน่าวันเดียว อย่าไปทำมงคลในวันนี้ อย่าไว้วิวาทผิดเถียงเดือดด่า หื้อได้พากันขนทรายเข้าวัด กวาดข่วงไม้สรี พระเจดีย์ วิหาร จักได้พ้นเคราะห์กับตน กับบ้านกับเมือง และพระพุทธศาสนา
ในเดือน ๗ แรม ๗ ค่ำ พร่ำว่าได้วันพฤหัสบดี ตรงกับวันที่ ๑๖ เมษายน ไทวันร้วงเหม้า เป็นวันพญาวัน พระสุริยะอาทิตย์เสด็จทิพย์วิมานในเวลากาลได้ยามรุ่งเช้า เวลา ๐๕ นาฬิกา ๐๖ นาที บ่มีปลาย
ยามนั้นจุลศักราชขึ้นแถม ๑ ตัว เปนจุลศักราช ๑๓๗๑ ตัว ฉลูฉนำ กัมโพชพิสัย ไทยภาษาว่าปีกัดเป้า หื้อได้พากันกระทำบุญหื้อทาน เจดีย์ทราย ช่อ ตุง ไม้ค้ำสรี หื้อพากันทำมังคละกับวัดวาอาราม บ้านช่อง หอเรือน และปูชาสระสรงองค์พุทธรูปเจ้า มหาเจติยะ พระธาตุ พระบฏ พระบาท ไม้สรีมิ่งบ้าน และอารักษ์เจนเมือง มิ่งเมือง อย่าประหมาทด้วยเหตุเคราะห์เมืองจักมี แล้วหื้อพากันดำหัวครูบาสังฆะ พ่อเถ้าแม่อุ้ย และพ่อแม่ เพื่อขอเตชะปารมีไว้กับตนหื้อเปนมงคลตลอดปีอยู่สุขสวัสสดีมีโชคลาภ ถุถั่งหลั่งมา ฮิมาค้าขึ้น อยู่เย็นเป็นสุขตลอด
.
...ปีนี้เศษ ๓ ชื่อ อัชฌุสวัสสะ แพะรักษาปี แร้งรักษาเดือน นกยูงรักษาป่า กระต่ายรักษาน้ำ ภุตตะยักขะเทวบุตรรักษาอากาศ จัณฑาลรักษาแผ่นดิน ผู้หญิงเป็นใหญ่แก่คนทังหลาย นกเขาไฟเป็นใหญ่แก่สัตว์ ๒ ตีน กระต่ายเป็นใหญ่แก่สัตว์ ๔ ตีน ไม้เปาเป็นใหญ่แก่ไม้ทังมวล ผีเสื้ออยู่ไม้ข่อย ไม้เหงเป็นใหญ่แก่ไม้จิง ไม้ซางเป็นใหญ่แก่ไม้กลวง หญ้าแพรดเป็นใหญ่กว่าหญ้าทังมวล ขวัญเข้าอยู่ไม้ซาง รสดินบ่มีหลาย เข้ากล้าถั่วงาบ่ดี เข้าจักลีบ คนเกิดปีนี้มีความโกธะมาก อายุ ๕๐ ปีจักตาย
.
...ปีนี้นาคหื้อน้ำ ๒ ตัว บันดาลหื้อฝนตก ๔๐๐ ห่า ชื่อพุธาธิปติ ตกในมหาสมุทรและเขาสัตตปริภัณฑ์ ๑๙๑ ห่า ตกในป่าหิมพานต์ ๑๓๓ ห่า ตกในมนุสสโลก ๗๖ ห่า
.
...ปีนี้เทวดาวางเครื่องประดับหนอิสาน ปาปะลัคนาอยู่หนอิสาน ปาปะเคราะห์อยู่หนหรดี ทิศะเหล่านี้เป็นอัปปมงคล บ่ดีไปค้าไปศึกทิศนั้น บ่ดีทำมงคลแก่บ้านเมืองในทิศนั้น บ่ดีปกเสาเอกมงคลในทิศนั้น จักเสียสรีเตชะ
.
...อตีตวรพุทธศาสนาคลาล่วงแล้วได้ ๒๕๕๑ พรรษาธิกาปลาย ๑๑ เดือน ๗ วัน นับแต่วันพญาวันคืนหลัง อนาคตะศาสนาอันจักมาภายหน้า ค้างอยู่แถมบ่หน้อย ๒๔๔๘ พรรษาธิกาปลาย ๒๓ วัน เหตุนับแต่วันปากปีไปเอามาบวกกับกันก็เต็มห้าพันพระพรรษาถ้วนบ่มีเศษ เหตุตามฎีกาที่มหาพิลางคสัมมิหรสีเจ้า หากวิสัชนาแต่งแปลงสืบๆ มา ก็ปริปุณณาแล้วแล ๚๛
.
(พระครูอดุลสีลกิตติ์ วัดธาตุคำ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้วิสัชนาปล่านแปลงแต่งแต้มทำนายพยากรณ์ แล)
credit: http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sasis&date=25-02-2009&group=1&gblog=22 สรียินดีจ้าดนักครับผม

วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

มาฆบูชารำลึก


โอวาทปาฏิโมกข์ [โอ-วา-ทะ-ปา-ติ-โมก]
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)


หลักคำสอนสำคัญของพระพุทธศาสนา หรือคำสอนอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ได้แก่ พระพุทธพจน์ ๓ คาถากึ่ง ที่พระพุทธเจ้าตรัสแก่พระอรหันต์ ๑,๒๕๐ รูป ผู้ไปประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย ณ พระเวฬุวนาราม ในวันเพ็ญเดือน ๓ ที่เราเรียกกันว่า วันมาฆบูชา (อรรถกถากล่าวว่า พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์นี้แก่ที่ประชุมสงฆ์ตลอดมา เป็นเวลา ๒๐ พรรษา ก่อนที่จะโปรดให้สวดปาฏิโมกข์อย่างปัจจุบันนี้แทนต่อมา), คาถาโอวาทปาฏิโมกข์ มีดังนี้


สพฺพปาปสฺส อกรณํ
กุสลสฺสูปสมฺปทา
สจิตฺตปริโยทปนํ
เอตํ พุทฺธาน สาสนํ ฯ

ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา
น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโต ฯ
อนูปวาโท อนูปฆาโต ปาติโมกฺเข จ สํวโร

มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมึ ปนฺตญฺจ สยนาสนํ
อธิจิตฺเต จ อาโยโค เอตํ พุทฺธาน สาสนํ ฯ


แปลว่า:
การไม่ทำความชั่วทั้งปวง ๑ การบำเพ็ญแต่ความดี ๑ การทำจิตต์ของตนให้ผ่องใส ๑ นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขันติ คือความอดกลั้น เป็นตบะอย่างยิ่ง, พระพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าวว่า นิพพานเป็นบรมธรรม, ผู้ทำร้ายคนอื่น ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต, ผู้เบียดเบียนคนอื่น ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ การไม่กล่าวร้าย ๑ การไม่ทำร้าย ๑ ความสำรวมในปาฏิโมกข์ ๑ ความเป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร ๑ ที่นั่งนอนอันสงัด ๑ ความเพียรในอธิจิตต์ ๑ นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ที่เข้าใจกันโดยทั่วไป และจำกันได้มาก ก็คือ ความในคาถาแรกที่ว่า ไม่ทำชั่ว ทำแต่ความดี ทำจิตใจให้ผ่องใส

วันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2551

จับเรื่องเล่าเอามาเรียง...จากเชียงตุง (๔)

...แผนผังโดยสังเขปของเมืองเชียงตุง ตามที่ปรากฏในหนังสือของ อ.อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว credit ทั้งเจ้าของหนังสือและผู้scan อยู่ในรูปแล้ว ขอขอบพระคุณไว้ ณ โอกาสนี้...


"...กินข้าวแล้วลืมตอเฟือง...
....นั่งเมืองแล้วลืมตูทั้งหลาย..."

.
...ความที่คัดมาข้างต้นนี้ เป็นถ้อยคำตัดพ้อต่อว่าเจ้าเมืองที่เสวยอำนาจแล้วลืมคุณผู้อุปถัมภ์ค้ำจุนในตำนานการเกิดขึ้นของเมืองเชียงตุงก่อนจะมีคำว่าเชียงตุงให้ใช้...เรื่องนั้นมีอยู่ว่า...

...เดิมทีนั้นเชียงตุงมิได้ใช้ชื่อนี้มาแต่แรก "ประจันตคาม" หรือ "จัณฑคาม" คือชื่อเดิมของดินแดนแห่งนี้ ตั้งแต่สมัยที่สัตว์กับคนนั้นยังสามารถคุยกันรู้เรื่อง มีผู้คนมากมายอาศัยอยู่เป็นเมืองใหญ่ มีเจ้านายนั่งเมืองมายาวนาน จนกระทั่งสมัยหนึ่ง มีนายโคบาลหรือคนเลี้ยงวัวคนหนึ่งได้มีโอกาสเป็นเจ้าเมือง เนื่องจากเจ้าเมืององค์ก่อนนั้นสิ้นพระชนม์โดยที่ไม่มีผู้สืบราชสมบัติ เหตุที่ชายเลี้ยงวัวผู้นั้นได้เสวยราชสมบัตินั้นเป็นเพราะ เขาเคยเลี้ยงกาฝูงหนึ่งด้วยอาหารของเขาเองในระหว่างการเลี้ยงวัว เพราะสงสารที่กาฝูงนั้นไม่มีอาหารจะกิน...
.

...เมื่อกาฝูงนั้นรู้ข่าวว่าเจ้าเมืองจัณฑคามสิ้นพระชนม์ ก็คิดตอบแทนคุณข้าวคุณน้ำของชายเลี้ยงวัว จึงตกลงกันจะช่วยให้เขาได้เป็นเจ้าเมือง ดังนั้นแล้วจึงไปตกลงกับชายเลี้ยงวัวว่าฝูงกานี้จะช่วยให้เขาได้เป็นเจ้าเมือง แต่ขอให้มีข้อแลกเปลี่ยนว่า ทุกๆปี เขาจะต้องเสียควายหนึ่งตัวเป็นอาหารให้กับฝูงกา นายโคบาลนั้นก็รับปากด้วยดี ฝูงกาจึงออกอุบายให้ชายเลี้ยงวัวนั่งอยู่ในกรงไม้แล้วพากันคาบหอบกรงไม้นั้น บินเข้าไปในปราสาทของเจ้าเมืองในเวลากลางคืน รุ่งขึ้น บรรดาเสวกามาตย์ต่างพบว่านายโคบาลนั้นอยู่ในปราสาท จึงคิดว่าเป็นผู้มีบุญญาธิการมาครองเมือง จึงพร้อมใจกันยกให้นายโคบาลนั้นเป็นเจ้าเมืองในเวลาต่อมา... .

.

...เวลาผ่านไปไม่นาน นายโคบาลนั้นก็ลืมสัจจะสัญญาที่ให้ไว้แก่ฝูงกา ฝูงกาจึงคิดเอานายโคบาลนั้นออกจากราชสมบัติ โดยทำอุบายว่าจะพานายโคบาลนั้นไปเป็นพระราชาในเมืองที่ใหญ่กว่า มีทรัพย์สมบัติมากกว่านี้ เมื่อนายโคบาลทราบดังนั้นก็ตัดสินใจว่าจะไปตามที่ฝูงกาเสนอด้วยความโลภ ที่สุดแล้วฝูงกาก็นำนายโคบาลนั้นไปปล่อยบนเกาะร้างแห่งหนึ่ง พร้อมสาปแช่งไว้ให้เมืองจัณฑคามนั้นล่มลงกลายเป็นหนองน้ำ แต่ภายหน้าจะกลับมารุ่งเรืองเป็นเมืองอีกครั้ง ใครก็ตามที่มาเป็นเจ้าเมือง หากลืมบุญคุณของมิตรสหาย เป็นผู้ไม่รักษาสัญญาแล้วก็ขอให้พบกับความวิบัติพลัดพรากอย่างที่นายโคบาลเป็นอยู่นี้ แล้วก็พากันบินจากไป หลังจากนั้นจึงเกิดฝนตกหนักถึง 7 วัน 7 คืน และน้ำนั้นได้ไหลท่วมเมืองจนหมดสิ้น ชาวเมืองที่รอดตายก็พากันอพยพไปอยู่ตามเทือกดอยต่างๆ และไม่มีใครได้กลับมาอีก คนเลี้ยงวัวนั้นก็ตรอมใจตาย แต่ดวงใจยังอาลัยในราชสมบัติเมืองจัณฑคามอยู่ ด้วยความหลงนั้นเองชักพาดวงวิญญาณให้เข้าไปเกิดเป็นพญาปูคำ (ปูเหลือง) เฝ้าเมืองที่ล่มสลายไปดังกล่าว

.

...ชะตากรรมของเมืองจัณฑคามนั้น สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อ หรือคติในการควบคุมให้ผู้มีอำนาจนั้นต้องปฏิบัติตนอยู่ในกรอบศีลธรรมและจริยธรรมอย่างเข้มงวด หาไม่แล้ว ความพินาศล่มจมจะไม่เกิดขึ้นกับตนเองเท่านั้น หากยังทำให้คนหมู่มากพลอยได้รับผลกระทบนั้นตามไปด้วย ซึ่งความคิดทำนองนี้ก็ยังคงปรากฏเป็นจริงอยู่ในปัจจุบัน เพียงแต่ว่า บางคนเขาไม่รู้สึกรู้สมด้วยก็เท่านั้นเอง...

.

...ตามตำนานนั้นกล่าวว่า เมื่อถึงสมัยพระพุทธเจ้าของเรา พระองค์เสด็จเลียบโลกเพื่อโปรดสัตว์ในพื้นที่ต่างๆ เมื่อเสด็จมาถึงหนองน้ำใหญ่จัณฑคาม ได้ทรงมีพุทธฎีกาพยากรณ์ว่า หนองน้ำนี้ต่อไปจะกลับกลายเป็นเมืองอีกครั้งชื่อว่าเมืองนามจัน โดยมีฤๅษีตนหนึ่งมาไขน้ำออกจากหนองนี้ แล้วจะมีคนมาสร้างบ้านแปงเมืองอยู่ต่อไป (เป็นเหตุว่าทำไม่รัฐบาลพม่าจึงสร้างพระพุทธรูปใหญ่ขึ้นบนดอยจอมสัก แล้วชี้พระหัตถ์มาทางหนองตุง คล้ายกับพระพุทธรูปยืนปางพุทธพยากรณ์ที่เขามัณฑะเลย์ ต่างกันแต่ว่า ที่เชียงตุงนี่ไม่มีรูปพระอานนท์...พระพุทธพยากรณ์นี้เป็นที่หมายแรกๆ ในการเดินทางรอบเมือง ซึ่งจะเล่าเสริมในภายหลังครับ)

.


...พระพุทธพยากรณ์บนดอยจอมสัก...

...จากนั้นอีกนาน จึงมีฤๅษีตนหนึ่ง เคยเป็นราชบุตรพระเจ้ากรุงจีน หรือเจ้าฟ้าเมืองว้องในตำนานเชียงตุง ชื่อว่าตุงครสี หรือตุงคฤๅษี (คำว่า"รสี" ก็คือพระฤๅษีนั่นเอง) ใช้ไม้เท้าขุดทางไขน้ำออกจากหนอง ชาวฮ่อแข่ยูนนานที่ติดตามฤๅษีมาก็ต่างสร้างชุมชนขึ้นเป็นเมืองอีกครั้งหนึ่ง เวลาผ่านไปอีกเล็กน้อย ซึ่งไม่ทราบว่านานเท่าไร ชาวฮ่อแข่ยูนนานเหล่านั้นก็ทิ้งเมืองไปอีกเนื่องจากโรคระบาด ทิ้งน้ำเต้าที่ปลูกไว้ในเขตบ้านเรือนตนให้เติบโตขึ้น จนกระทั่งผลน้ำเต้านั้นแก่และแตกออกกลายเป็นผู้คนอาศัยอยู่ในเมืองนามจันนั้นสืบมา แต่คนมักเรียกชื่อเมืองนั้นว่า "เชียงตุง" ตามชื่อตุงครสีผู้นำการสร้างเมืองมากกว่า...

.

...ตามตำนานข้อนี้ น่าเชื่อว่า คนไทขึน/เขิน ที่อาศัยอยู่ในเชียงตุงนั้นเชื่อว่ากำเนิดของคนนั้นมาจากผลน้ำเต้า และข้อเท็จจริงของการเกิดชุมชนในพื้นที่ที่เรียกว่าเชียงตุงนั้น น่าจะเกิดจากการอพยพมาของคนจีนในยูนนานผสมกับคนพื้นเมืองในแถบนั้น ซึ่งในที่สุดก็กลายเป็นพื้นที่ของคนพื้นเมืองไปโดยปริยาย...

วันพุธที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2551

จับเรื่องเล่าเอามาเรียง...จากเชียงตุง (๓)


...จากจุดนี้ เหลืออีกประมาณ 30 กิโลเมตร จะถึงตัวเมืองเชียงตุง...
.
รถตู้ของชาวคณะเรา (รวมสองคัน) แล่นไปบนถนนเล็กๆ ความยาวตลอดสายจนถึงเชียงตุงรวม 165 กิโลเมตร ซึ่งมีการพัฒนาขึ้นจากเส้นทางที่คนสมัยก่อนใช้สำหรับเดินทางติดต่อค้าขายระหว่างเมืองต่างๆ ซึ่งการค้าตามเส้นทางนี้มีมูลค่าสูงมากจนได้รับการขนานนามว่าเป็น “เส้นทางสายทองคำ” ทั้งการค้าต่างหลังม้า หลังลา หลังฬ่อ หรือแม้กระทั่งการค้าทางบกแบบเล็กๆ น้อยๆ ในปัจจุบัน ตามประวัติมีอยู่ว่าถนนสายนี้มีการพัฒนาอย่างสำคัญเมื่อช่วง พ.ศ.2485 เพื่อรองรับการเดินทัพของกองทัพพายัพขึ้นไปยังเชียงตุง และอีกครั้งหนึ่งเมื่อ พ.ศ.2542 เพื่อเหตุผลทางเศรษฐกิจในการค้าทางบกระหว่าง จีน พม่า และไทย
.

...คนที่นี่ทำนาหน้าบ้านได้เลย...

ถนนสายนี้ตัดผ่านหมู่บ้านและชุมชนน้อยใหญ่รายทาง สลับกับทุ่งนาและป่าเขา ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ตามชุมชนเหล่านั้นทั้งคนไต คนลื้อ คนเขิน คนหลอย (คนดอย) คนอาข่า คนปะหล่อง ทั้งคนพม่าต่างก็มักจะหยุดการทำงานแล้วมองขบวนเล็กๆ ของชาวคณะเราเป็นระยะๆ ราวกับว่าการมาของนักทัศนาจรนั้นเป็นปรากฏการณ์ที่นานทีปีหนจะเวียนวนมาให้เห็นสักครั้งหนึ่ง เนื่องจากการเดินทางในวันหยุดของเราตรงกับวันธรรมดาของที่นั่น เราจึงเห็นทั้งชาวนาชาวไร่ ข้าราชการ ทหาร และหมู่ของนักเรียนที่เดินกลับบ้านเพื่อไปกินมื้อเที่ยงด้วยชุดนักเรียนเสื้อขาวโสร่งหรือซิ่นสีเขียว บางคนก็แอบสวมกางเกงยีนไว้ข้างใน แต่ที่แน่ๆ ผู้คนตามรายทางเหล่านั้น โดยเฉพาะผู้ใหญ่ ส่วนมากประแป้งทานาคาจนหน้านวล และเคี้ยวหมากจนปากแดง



...รถจ้างเหมาคันหนึ่งที่เราเจอ ณ ด่านแรก หลังจากออกจากท่าขี้เหล็ก...
.
คุณพี่ท่านหนึ่งในคณะของเรากล่าวว่า เขาว่ากันว่า กว่าจะถึงเชียงตุงได้นั้นต้องผ่านด่านน้อยใหญ่รวมแล้ว 11 ด่าน แต่จากข้อมูลในหนังสือ “วิถีไทเขิน เชียงตุง” บอกกับเราว่า ด่านที่รถทุกคันต้องแวะมีทั้งสิ้น 8 ด่าน (ซึ่งเราต้องชำระค่าผ่านทางทุกด่าน) ได้แก่
1. ด่านมะยางโหลง
2. ด่านนักสืบบ้านท่าเดื่อ (ทำนองว่าเป็นสันติบาล แต่พี่หลุยของเราใช้คำเรียกว่า ด่านทหารสายลับ ซึ่งฟังดูน่ารักเกินกว่าที่จะใช้เรียกหน่วยราชการ)
3. ด่านปางค้าน้อย
4. ด่านเมืองพยาก (ตามหนังสือว่ามี 4 ห้อง ต้องจ่ายเงินทุกห้อง)
5. ด่านนักสืบเมืองพยาก
6. ด่านเก็บเงินแบบด่านทางด่วนบ้านเรา
7. ด่านหนองโนน (ใกล้น้ำพุร้อน - - น่าจะเป็นด่านเก็บเงินแบบด่านทางด่วนอีกแห่งหนึ่งที่ใกล้ๆ กันนั้นมีป้ายยินดีต้อนรับสู่เชียงตุง ในหนังสือบอกว่าต้องลงรถแล้วเดินตามรถผ่านด่านไปแล้วค่อยไปขึ้นรถอีกที ซึ่งตลอดเส้นทางนั้น ไม่มีจุดไหนเลยที่เราต้องลงรถแล้วไปขึ้นรถอีกครั้ง)
8. ด่านมาทาท่า ก่อนเข้าเมืองเชียงตุง มีทั้งด่านตรวจคน ตรวจรถ และล้างรถก่อนเข้าเมือง (พี่หลุยให้ข้อมูลแก่ชาวคณะเราว่า รถที่จะเข้าเมืองนั้นจะต้องถูกล้างให้สะอาดก่อน ไม่เช่นนั้นจะต้องจ่ายค่าปรับให้กับทางการ)


...บ้านบางหลังระหว่างทาง...

เรามาถึงเชียงตุงแบบสบายๆ ราวเที่ยงครึ่ง ผ่านอาคารสถานที่ราชการจำนวนมาก ราวกับว่าเมืองทั้งเมืองเป็นศูนย์ราชการ พี่หลุยบอกว่า อย่าเที่ยวยกกล้องขึ้นถ่ายรูปสุ่มสี่สุ่มห้า เพราะที่เมืองพม่านี้ไม่ชอบให้ใครถ่ายรูปสถานที่ราชการ ทหารจับได้แล้วเรื่องยาว การเที่ยวนั้นจะกร่อยเสียเปล่าๆ เลยได้ข้อสรุปของตัวเองว่า เที่ยวในเมืองแบบนี้ ดูได้ทุกอย่าง แต่เก็บได้แต่สิ่งที่เขาอยากให้เก็บเท่านั้น ถ้าอยากเดินทางอย่างมีความสุข...

.