วันพุธที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Environment and Development Midterm Score

The link for the Midterm score announcement has been shown as follow. If there is any question/concern about it or some of you may want to withdraw the course please feel free contact Aj.Chalongrat at chalongrat.cha@mfu.ac.th as soon as possible

วันพุธที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Cultural Studies Midterm Score 1-2010

The link for the Midterm score announcement has been shown as follow. If there is any question/concern about it or some of you may want to withdraw the course please feel free contact Aj.Chalongrat at chalongrat.cha@mfu.ac.th as soon as possible.

วันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

...ความทรงจำในการข้ามปีที่อินเดีย (๒)...

...ควานหารูปในกรุคอมพิวเตอร์เสียนาน ที่สุดก็ได้มาครับพี่น้อง ถ้าหายไปคงแย่ เพราะมันกลับไปฉายได้ยากเต็มที...
.

"ชักนาคดึกดำบรรพ์ " จุดหมายตาและรวมพลที่สำคัญในพื้นที่ขาออก

...ดังได้เกริ่นไว้แล้วว่าหมู่คณะเราได้วางแผนในการเพื่อไปจาริกแสวงบุญไว้นานพอควร ทั้งอ่านหนังสือ เช็คข้อมูลในเว็บไซต์ต่างๆ กระทั่งดูสารคดี ดังนั้นการเดินทางครั้งนี้จึงไม่ต่างอะไรจากการที่เราได้ฟังใครต่อใครเล่าให้ฟัง ทำนองว่า "เสียงลือเสียงเล่าอ้าง อันใด พี่เอย" ที่ทำให้อยากไปเจอ ไปเห็นโดยเร็ววัน...ดังนั้นในไม่ช้า เพื่อนเดินทางทั้งสองหน่อจึงไม่รีรอที่จะมาปรากฏตัวที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในช่วงปลายปีนั้นเพื่อจับเที่ยวบินจากกรุงเทพฯไปยังท่าอากาศยานเมืองคยา ก่อนเดินทาง เราพยายามสำรวจเพื่อนร่วมทางด้วยสายตา พบว่าล้วนแต่เป็นศาสนิกชนที่ต้องการไปแสวงหาแบบที่เราทำเหมือนกันทั้งสิ้น ต่างกันก็เพียงเครื่องแบบ และภาษาเท่านั้น...


...ราว ๔ ชั่วโมงบนเครื่องผ่านไปแบบเรื่อยๆ เอื่อยๆ ที่สุดแล้วเครื่องบินก็ร่อนลงแตะรันเวย์ของท่าอากาศยานที่มีสภาพค่อนข้างจะใหม่โดยสวัสดี ทั้งแขก ไทย จีน เกาหลี ที่โดยสารเครื่องต่างก็เตรียมตัวขนย้ายสัมภาระส่วนตนเพื่อลงจากเครื่องไปทำเรื่องตรวจคนเข้าเมืองภายในสำนักงาน คณะเรายังคงนั่งอยู่กับที่เพื่อรอให้คนที่เขารีบ (ซึ่งก็ไม่ใคร่เข้าใจว่าจะรีบไปไหน) ลงไปเสียก่อน จะได้ไม่รู้สึกวุ่นวายไปกับเขา เพราะตะละคนที่หมายใจมาทำบุญนั้นก็หอบข้าวของบรรดามีซึ่งนำมาแต่บ้านเกิดเมืองนอน ล้วนแล้วเป็นของที่เลือกสรรมาแล้วเป็นอย่างดีด้วยเชื่อว่าความดีที่อุตสาหะปราณีตบรรจงประกอบขึ้นนั้นจะช่วยทำให้ได้บุญมาก เพื่อไม่ให้เขาจิตตกเพราะความวุ่นวายที่สนามบิน การที่เราและหลายๆ คนนั่งอยู่กับที่ก็ช่วยได้มาก...



น้อง "ศรีษะเกษ" ที่พาเราบินตรงจากสุวรรณภูมิ ยืนสงบนิ่งอยู่ ณ รันเวย์เมืองคยา

....ขณะที่เรานั่งรอเวลาอยู่นั้น คุณสจ๊วตท่านหนึ่ง ที่บริการพวกเราบนเครื่องก็นำถุงกระดาษใบหนึ่งมาให้ ภายในบรรจุไว้ด้วยน้ำเต้าหู้สำเร็จรูปตรานางพยาบาลสองขวดพร้อมหลอดดูดมาให้ บอกว่าลูกศิษย์ที่ฝึกงานอยู่ที่สุวรรณภูมิที่แวะเข้ามาทักทายกันก่อนเดินทางฝากมาเทคแคร์ ครั้นจะให้ตั้งแต่เครื่องออกก็เกรงว่าจะเกินหน้าเกินตาผู้โดยสารท่านอื่น เลยบรรจงเอาลงถุงกระดาษแช่ไว้ในตู้เย็น แล้วนำมามอบให้ตอนจะลงเครื่องไว้เป็นเสบียงเบื้องต้นเมื่อต้องผจญภัยในแดนภารตะ เราก็รับไว้ด้วยน้ำใจสำนึกขอบคุณ แต่อารมณ์เวลานั้นไม่ได้นึกอยากกินอะไร จึงหมายใจว่าเมื่อถึงโรงแรมที่พุทธคยาแล้วก็จะรีบเอาเข้าตู้แช่ทันทีเพื่อนำไปถวายแก่พระภิกษุที่มาปฏิบัติธรรม ณ พระมหาวิหารในวันรุ่งขึ้น ในใจก็นึกขอให้ลูกศิษย์คนนั้น และคุณสจ๊วตที่เราเองก็จำชื่อเขาไม่ได้ จงมีสิทธิ์มีส่วนในกุศลกรรมนี้ เหมือนๆ กันกับเราด้วยก็แล้วกัน...ว่าแล้วก็ร่ำลากันลงจากเครื่อง...


ทุกคนเดินตามเส้นสีเหลืองนี้เข้าไปเพื่อทำพิธีการตรวจคนเข้าเมืองในท่าอากาศยาน

...ทันทีที่เดินออกจากประตูเครื่อง "ศรีษะเกษ" สายลมภายนอกก็พัดพาเอาไอร้อนของแดดบ่ายเมื่อปลายปีโชยมาปะทะกับใบหน้าทันที พวกเราไม่รีรอรีบลงบันไดเทียบข้างที่ทางท่าอากาศยานจัดให้เนื่องจากไม่มีงวงมารับเพราะนานๆ ทีจะมีเครื่องลง สิ่งที่เราได้พบเสมือนเป็นคำกล่าวทักทายของเมืองคยา (GAYA) ก็คือ เสียงบทสวดไตรสรณคมน์แบบเย็นๆ หลอนๆ ที่เราได้ยินในเสียงตามสายตั้งแต่เด็กๆ ว่า "....ผุทธัง...ซารานัง...กัดช้า....มี....ฯลฯ..." (พุทธัง สรณัง คัจฉามิ) ...อารมณ์ในเวลานั้นไม่มีอะไรอื่นนอกจากรู้สึกเอาเองว่า "...ยินดีต้อนรับ...ต่อจากนี้ไป เอ็งพึ่งใครไม่ได้แล้ว นึกถึงคุณพระคุณเจ้าเอาไว้ให้ดีก็แล้วกันนะ..."



ด้านหน้าท่าอากาศยานเมืองคยา ที่ว่างๆ โล่งๆ มีแต่พี่น้องแท็กซี่ที่มารอลูกค้า

...ด้วยความที่เรามีสัมภาระไม่มากนัก ทำให้เราผ่านการตรวจคนเข้าเมืองมาได้ค่อนข้างเร็ว เจ้าหน้าที่เขาก็มีอัธยาศัยน้ำใจไมตรีดี ซึ่งดูเหมือนว่าในวันที่เราไปถึงนั้นคงมีเพียงเที่ยวบินเดียวที่ลงจอด ท่าอากาศยานจึงเงียบสงบราวกับว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้น เราเดินผ่านโถงกลางที่มีพระพุทธรูปขนาดพอๆ กันกับพระประธานในโบสถ์องค์หนึ่ง ยิ่งทำให้รู้สึกว่าอาคารแห่งนี้เหมือนกับสถานปฏิบัติธรรมที่ไหนสักแห่ง จากนั้นก็ไม่รอช้า รีบว่าแท็กซี่เข้าเมืองก่อน เพื่อไปจัดการเรื่องเปลี่ยนตั๋วรถไฟ ที่จองกันไว้ก่อนมาแล้วแต่เราต้องเปลี่ยนกำหนดเดินทาง สนนราคาค่าแท็กซี่เป็นอย่างไรก็จำได้ไม่ถนัดนัก พอนึกออกเพียงว่าบอกผ่านไปมากสำหรับเรา แต่พอนึกได้ว่านี่มันต่างบ้านต่างเมือง และเราก็มาในฐานะนักท่องเที่ยว ก็เลยไม่ถือ แต่เราก็พยายามต่อรองให้เยอะว่าให้รวมทั้งเข้าเมืองและออกไปที่พุทธคยาด้วย หากเอาท่าอากาศยานเป็นจุดศูนย์กลาง เข้าเมืองต้องออกไปทางซ้าย ส่วนพุทธคยาต้องเลี้ยวขวา ประมาณนี้ คะเนจากระยะทางที่จะต้องเดินทางกันแล้ว จ่ายค่าแท็กซี่ในราคานั้นก็นับว่าคุ้มแล้ว...

...แท็กซี่แบบลุยๆ ที่หาได้ทั่วไปตามท่าอากาศยานและสถานีรถไฟ...

...น้องโชเฟอร์ใจดีพาเราซอกแซกเข้าสู่ตัวเมืองคยาอย่างรวดเร็ว ถึงแม้ว่าจะมีผู้ร่วมทางจำนวนมาก เพราะถนนที่ใช้กันอยู่นั้นเป็นแบบสองช่องทางจราจร ทั้งคน ทั้งรถเล็กรถใหญ่ ทั้งเกวียน สามล้อ มอเตอร์ไซคล์ และวัว!! ต่างก็สัญจรไปบนทางสายเดียวกัน ระหว่างทางนั้นเราก็เห็นอะไรต่ออะไรมากมาย ซึ่งทำให้เราแจ้งใจได้ทันทีว่าทำไม่ที่นี่ถึงมีศาสดาเจ้าลัทธิมากมายนัก เพราะว่าทุกข์มันมีให้เห็นอยู่ทั่วไปจริงๆ (มีทุกข์มากขึ้นอีกนิดตรงที่น้องแกพยายามที่จะเอนเตอร์เทนเราด้วยการเปิดเทปเพลงแขกประกอบการโขยกเขย่าของรถที่วิ่งไปตามถนนที่ค่อนข้างจะจอแจเคล้าไปกับเสียงแตรที่เกิดขึ้นตลอดเวลา) พึงทราบว่าที่อินเดีย (เท่าที่เห็นมาในทริปนี้) การกดแตรสัญญาณนับว่าเป็นภาษาหนึ่งที่ใช้ในการสื่อสารเหมือนมนุษย์พูดกัน ผู้คนที่สัญจรไปมากดแตรให้กันก็จริง แต่ก็ไม่ได้กดแบบอารมณ์เสียเหมือนในบ้านเราที่กดไปก็สบถไป...ที่สุดแล้วก็ถึงสถานีรถไฟเมืองคยา พี่ที่ไปด้วยรับที่จะไปคุยกับคนออกตั๋วที่เคาน์เตอร์ ค่าที่เป็นผู้สั่งจองมา ซึ่งการจองตั๋วรถไฟในคราวนั้น เราฝากเอเจนซี่จองและนำตั๋วกลับมาให้จากอินเดียส่งมาถึงเชียงรายโดยทางไปรษณีย์ ซึ่งพี่คนนี้แกเป็นคนจัดการทั้งหมด เลยต้องเข้าไปคุยเอง...


...บรรยากาศการรอรถไฟและรอญาติๆ ที่หน้าสถานีรถไฟเมืองคยา...

...เสร็จธุระเรื่องตั๋วรถไฟแล้ว เหลือบมองนาฬิกาก็ใกล้จะหกโมงเย็นแล้ว เรายังคงต้องรีบออกจากเมืองไปเข้าที่พักที่พุทธคยา โชเฟอร์คนเดิมก็พาเราออกจากเมืองไปอย่างรวดเร็วไม่แพ้ขามา สายตาของคณะเราเริ่มชินกับภาพของอินเดียที่ไม่ต่างจากที่เราเตรียมข้อมูลกันมาก่อนมากนัก เพลงเริ่มเบาลง เพราะเราต้องตกลงให้เขามารับเราไปส่งสถานีรถไฟอีกรอบหนึ่งในอีกสองวันเพื่อเตรียมเดินทางต่อไปที่สารนาถและพาราณสี ซึ่งก็มีการแลกเบอร์โทรศัพท์กันเรียบร้อยก่อนจาก...

...พระมหาโพธิวิหารในยามค่ำ...

...ราวทุ่มเศษเราเดินทางมาถึงโรงแรมที่ได้จองไว้คือโรงแรมมหามายาซึ่งอยู่ตรงข้ามกันกับพระมหาวิหารพอดี เป็นโรงแรมขนาดเล็กแบบทาวน์เฮ้าส์ยาวๆ หน้ากว้างประมาณ ๓ คูหา สูงราว ๓-๔ ชั้น ซึ่งเดินจากโรงแรมไม่ถึงรอบสนามฟุตบอลก็ถึงประตูใหญ่พระมหาโพธิวิหาร วันนั้นเราเช็คอินเสร็จแล้วจึงออกไปสำรวจเบื้องต้นเพื่อดูถนนหนทางและของกินบางอย่างด้านนอก ก่อนที่จะกลับมาที่ห้องพักพร้อมส้มและแอ็ปเปิล อย่างละหนึ่งกิโล ซึ่งเราจะใช้มันล้างปากหลังจากจัดการกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่พกพาไปด้วย จากนั้นก็อาบน้ำนอนตามอัธยาศัย เตรียมตัวไว้สำหรับโปรแกรมวันรุ่งขึ้น...

*****************************************

...หมายเหตุ ภาพทั้งหมดนี้ Ch@ros ฉายเอง...


.

วันพฤหัสบดีที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

...วันลูกเสือ...

ข้าฯ ลูกเสือ เชื้อไทย ใจเคารพ ขอน้อมนบ บาทบงสุ์ พระทรงศรี
พระบาท มงกุฏเกล้า จอมเมาลี ทรงปรานีก่อเกื้อ ลูกเสือมา
ทรงอุตสาห์ อบรม บ่มนิสัย ให้มีใจรักชาติ ศาสนา
ทรงสั่งสอน สรรพกิจ วิทยา เป็นอาภาผ่องพุทธิ์ วุฒิไกร
ดั่งดวงจัน-... ทราทิตย์ ประสิทธิ์แสง กระจ่างแจ้งแจ่มภพ สบสมัย
พระคุณนี้ จะสถิต สนิทใน ดวงหทัยทวยราษฎร์ ไม่คลาด...เอย
.
.
.
...ไม่มีอะไร แค่คิดถึงวันนี้เมื่อหลายๆ ปีก่อน สมัยยังเป็นลูกเสือ ต้องไปร้องเพลงนี้ตลอดทุกปี...
...ความเยาว์วัยนี้จากเราไปไวจริงๆ...
.
****************************
ลูกเสือมาจากคำว่า SCOUT ซึ่งมีความหมายดังนี้
- S : Sincerity หมายถึง ความจริงใจ มีน้ำใสใจจริงต่อกัน
- C : Courtesy หมายถึง ความสุภาพอ่อนโยน เป็นผู้มีมารยาทดี
- O : Obedience หมายถึง การเชื่อฟัง อ่อนน้อมถ่อมตน อยู่ในโอวาท
- U : Unity หมายถึง ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน รู้รักสามัคคี
- T : Thrifty หมายถึง ความมัธยัสถ์ ใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด

...จริงๆ แล้วการเป็นลูกเสือสอนให้เราเป็นสุภาพบุรุษ เป็นสุภาพชน การขาดการเน้นย้ำและหมั่นฝึกฝน ทำให้เราลืมเลือนสิ่งนั้นไปอย่างน่าเสียดาย...
***************************
.

วันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2553

...ความทรงจำในการข้ามปีที่อินเดีย....(๑)

...ไม่บ่อยนักที่ผมไปทำอะไรในช่วงเปลี่ยนปีโดยที่ไม่มีครอบครัวอยู่ด้วย...
.
...เพราะปรกติแล้ว ช่วงปีใหม่ทั้งสองช่วง (หมายถึงปีใหม่สากลและสงกรานต์) เป็นช่วงเวลาที่มีโอกาสได้อยู่กับครอบครัว แม้ไม่ใคร่ได้พบปะเพื่อนฝูงสมัยวัยละอ่อนแบบที่ใครๆ ทำกัน แต่ก็ไม่เป็นปัญหา แต่สิ่งสำคัญคืออยู่บ้านกับพ่อแม่ให้มากที่สุด เพราะเราอยู่ที่อื่น อยู่กับคนอื่นมาตลอดทั้งปี ก็มีแต่ช่วงนี้เราได้อยู่กับพ่อแม่ที่บ้าน หรือได้ทำกับข้าวกินกันที่บ้านก็นับว่าเป็นเรื่องที่ทำให้สุขใจได้ดีประการหนึ่ง...
.
...ปี่ ๒๕๕๑ นั้นเป็นหนึ่งในน้อยครั้งที่ไป "ข้ามปี" ที่อื่น และที่บ้านเราเขาก็ไม่ได้ไปด้วย...
.

...ที่หมายคราวนี้คือ...พุทธคยาและพาราณสี...
.


มหาโพธิวิหาร ณ พุทธคยา อนุสรณ์สถานแห่งการตรัสรู้ ที่หมายสำคัญในการจาริกครั้งนี้
(Ch@ros ฉายเมื่อ ปลายปี ๒๕๕๑)
.


.
...เดิมทีชาวคณะเราอันประกอบด้วยพี่ๆ ที่ทำงานสองท่านและผม ตั้งใจกันว่าจะไปกราบพระพุทธเจ้าที่อินเดียถึงสังเวชนียสถานทั้งสี่ตำบล ต่างก็ประชุมวางแผนเรื่องนี้กันมาระยะใหญ่ ก่อนทริปเชียงตุงเสียอีก แต่ที่สุดแล้วสมาชิกก็เหลือเพียงสองคน ที่จะต้อง "แบกแพ็ค" ไปปฏิบัติกิจของศาสนิกชน และปรับลดเป้าหมายลงมาเหลือเพียงพุทธคยา และพาราณสี เนื่องจากเวลาในการเดินทางมีน้อยลง คือลางานเพิ่มจากวันหยุดตามปฏิทินเพิ่มเพียง ๒ วันเพื่อไม่ให้กระทบกับงานมากนัก และในเวลานั้น เมืองไทยเราก็เพิ่งผ่านประสบการณ์สนามบินถูกสั่งปิดมาได้เพียงเล็กน้อย ซึ่งระยะที่เป็นปัญหานั้น เป็นช่วงที่เราได้จองอะไรต่ออะไรไว้ที่อินเดียแล้ว เพื่อให้สามารถดึงเงินที่สูญไปในการจองกลับคืนมาได้บ้าง เราจึงต่อรองและเลื่อนวันเดินทางออกมาเป็นช่วงนี้แทน... การที่เราตัดสินใจตัดที่หมายอื่นออกไปนั้นเพื่อให้ได้แสวงบุญ ณ สถานที่ที่มีความหมายจริงๆ ต่อพุทธศาสนิกชนที่มีเวลาเดินทางจำกัด นั่นคือ สถานที่ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงอุบัติ คือ ตำบลพุทธคยา และสถานที่ซึ่งพระรัตนตรัยอุบัติโดยสมบูรณ์ คือตำบลสารนาถ ชานเมืองพาราณสี...
.
...ไปอินเดียครั้งนี้ก็หมายใจว่าจะได้บุญกลับมาฝากพ่อฝากแม่ที่บ้านบ้าง...เอาไว้ค้นรูปเจอแล้วจะนำมาโพสต์ประกอบเรื่องเล่าที่ค้างไว้ในความคิดเกือบสองปีให้ทุกท่านชมนะครับ...
.

วันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เปิดเทอมอีกแล้ว...

...เปิดเทอมทีไร ได้เวลาหาเรื่องใหม่ๆ ใส่ตัวทุกที...
.
.
.
...ดูเหมือนชีวิตจะวนเวียนอยู่ที่เดิมก็จริง แต่พ.ศ.นี้ดูเหมือนว่ามีอะไรใหม่ๆ หลายอย่างผ่านเข้ามาในชีวิตกับเขาเหมือนกัน...
.
...แน่นอนว่าแก่ลง...อันนี้ปรกติ...
.
...ไขว่คว้าหาเพื่อนฝูงมากขึ้นกว่าเดิม จากที่ไม่ค่อยกระตือรือร้นในเรื่องทำนองนี้... (ถึงจะช้าไปหน่อย...แต่ก็สมัคร facebook กับเขาแล้วล่ะ...)
.
...ย้ายที่อยู่...เดินทางมาทำงานนานอีกหน่อย แต่ก็ช่วยปรับนิสัยอะไรบางอย่างของเรามากขึ้น เช่นตื่นเช้าขึ้น (ซึ่งสอดคล้องกับข้อแรก คือแก่ลง ^^')...
.
...บางอย่างในชีวิตเริ่มเป็นระเบียบมากขึ้น ถึงแม้จะไม่มาก แต่ก็ O.K. อยู่...
.
...หวังว่าจะมีอะไรดีๆ ผ่านเข้ามาในชีวิตมากขึ้นนะ...
.

วันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2552

...จับเรื่องเล่า เอามาเรียง จากเชียงตุง (๕)...

...ถึงวันนี้ก็กว่าปีแล้วที่ผมไม่ได้หยิบเรื่องความทรงจำในระยะทางจากเชียงตุงมาเขียนอีกเลย นับแต่เดือนธันวาคม ปีกลาย เป็นความเฉื่อยชนิดหนึ่งซึ่งไม่น่ารักเอาเสียเลย...

...ระยะหลังนี้ไปรับเขียนให้ blog อื่นก็เหมือนเอาถ่านใหม่มาต่อไฟเก่า เป่าๆ เสียหน่อยก็น่าจะยังใช้การได้ เลยถือโอกาสต่อประเด็นที่ค้างไว้...

...ย้อนหลังให้นิดหน่อยนะครับว่าเราออกจากอำเภอแม่สายในช่วงเช้าราวแปดนาฬิกาที่ละอองฝนยังแผ่วๆ และพื้นถนนก็ยังหมาดๆ ค่าที่ยังไม่พ้นหน้าฝน แต่เมื่อถึงด่านชายแดนนั้นชาวคณะต่างก็เริ่มรู้สึกว่าจากนี้ไปคงจะไม่เจอฝนอีก และสิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือแดดแรงๆ ในช่วงกลางวัน แม่หญิงในหมู่หลายท่านต้องรีบลงรถไปช้อปปิ้งหมวกปีกกว้างเป็นรายการแรกที่หน้าด่านก่อนที่จะข้ามไป...


...เมื่อดำเนินพิธีการผ่านแดนเสร็จ เราก็พบว่าพี่หลุยซึ่งเป็นมัคคุเทศก์อิมพอร์ตจากการท่องเที่ยวเมืองพม่ายืนรอเราอยู่พร้อมกับสาวๆชาวท่าขี้เหล็กที่ตั้งแถวรอยื่นดอกกุหลาบให้กับคณะนักท่องเที่ยวที่กำลังผ่านแดนเข้าไปฝั่งตลาดท่าล้อ ซึ่งผมเชื่อโดยสุจริตใจว่า เขาอาจไม่ได้เตรียมไว้ให้คณะของเราเพราะในวันนั้นมีขบวนคาราวานรถขับเคลื่อนสี่ล้อร่วมทางไปกับคณะเราด้วย ชะรอยดอกกุหลาบที่ตะละแม่ทั้งหลายยื่นมาให้เรานี้คงจะเป็นของคณะใหญ่นั้นเป็นมั่นคง เราก็คงต้องรับมาแล้วก็ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ไปเสียก็จบ...

.

...นี่น่าจะเป็นคาราวานเจ้าของดอกกุหลาบ...

...ขบวนน้อยๆ ของเราผ่านด่านไปอย่างแช่มช้า ก่อนจะเร่งเครื่องอย่างรวดเร็วหลังผ่านตัวตลาดมาแล้ว เพราะนัดหมายกับร้านอาหารที่เมืองเชียงตุงเอาไว้ แม้ว่ารถจะวิ่งเร็วก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการทอดตาทอดใจไปกับทัศนียภาพระหว่างทางนัก ตัวผมเองอยู่ข้างจะโชคดีเพราะไม่ใคร่เมารถ การหาความเพลิดเพลินระหว่างเดินทางจึงทำได้ไม่ลำบากมากนัก...

...ในที่สุดก็มาถึงชานเมืองเชียงตุงจนได้ สิ่งที่น่าสนใจประการหนึ่งนอกเหนือไปจากสารพัดด่านที่เจอแล้วก็คือ ด่านล้างรถเพื่อทำให้รถสะอาด (ตามสมควร) ก่อนเข้าเมือง หากคันไหนฝ่านมาแล้วยังเป็นรถบรรทุกฝุ่นอยู่ก็จะมีโทษ และต้องถูกปรับตามระเบียบของทางราชการ...ทั้งๆ ที่ถนนในเมืองก็สภาพไม่ต่างไปจากถนนภายนอกที่ก่อให้เกิดฝุ่นได้พอๆ กัน...


...มัคคุเทศก์อิมพอร์ตเลือกที่จะพาเรามารับประทานอาหารกลางวันก่อนเข้าไปยังที่พัก โดยพาพวกเราเข้าไปที่ร้านอาหารไทย (?) ชื่อร้าน "โลกตา" (Loketha) ซึ่งไม่ทราบว่าจะแปลว่ากระไรได้ มีท่านหนึ่งในหมู่สันนิษฐานว่ามันน่าจะเพี้ยนมาจาก โลกไทย เพราะคนไทยน่าจะมากินบ่อย...แต่ตอนนั้นคิดอะไรไม่ออกกันแล้ว ก็ได้แต่จ้วงกับข้าวกันเต็มเหนี่ยว อิ่มแล้วค่อยว่ากัน...

.
...ไทยมุงกับข้าวกั้นจิ๊น ห่อละ ๕ บาท...

...อาหารการกินในแต่ละมื้อที่ทัวร์จัดให้นั้น เรียกได้ว่าอิ่มหมีพีมัน และอุดมไปด้วยกับข้าวอย่างชาวสยาม/ไทยเมืองใต้ (ไม่ทราบว่าเพื่อเอาใจลูกค้าคนไทยมากไปหรือเปล่า) มีเพียงมื้อเดียวที่เป็นอาหารจีนแบบยูนนานคือหม้อไฟขนาดใหญ่ถึงใหญ่มาก...แต่กระนั้น ความซุกซนของเราๆ ก็ทำให้เที่ยวไปซอกแซกหาอะไรๆ ตามถนนสู่กันกินอยู่ดี เพราะการเดินทางครั้งนี้เรามาเพื่อที่จะมาหาอะไรที่ต่างออกไปจากที่เคยเจอเป็นประจำ อย่างน้อยผมก็มียาแก้ท้องเสียเตรียมไว้ (แต่ไม่ยักได้ใช้สักครั้ง) อาหารข้างถนนมื้อแรกๆ ที่ชวนกันกินก็คือข้าวกั้นจิ๊นที่แม่ค้ายืนขายอยู่หน้าวัดพระเจ้าหลวง/พระมหามุนี (ซึ่งโดยสภาพน่าจะเรียกว่าวิหารมากกว่าวัด เพราะเป็นอาคารหลังเดียวตั้งเป็นวงเวียนอยู่กลางเมือง) รสชาติใช้ได้ เยื้องๆ ไปหน่อยนั้นเป็นข้าวหลาม ขายอยู่ ๒ เจ้า ที่ถูกปากเจ้าหนึ่งแต่อีกเจ้าไม่ถูกปากเพราะคนหนึ่งใส่กะทิ อีกคนไม่ใส่ ดูแล้วใส่ถั่วเหมือนกัน ขายกระบอกละซาวบาท จัดว่าบอกผ่านไปเยอะเหมือนกัน...นอกนั้นไปเป็นร้านชำซึ่งขายขนมและน้ำดื่ม รวมทั้งของใช้กระจุกกระจิกภายในครัวเรือน และร้านขายโรตี+ขนมแขก แต่จำได้ว่าไม่ได้ชิมเพราะเล่นข้าวหลามไปแล้ว...เดี๋ยวจะจุกตายเสียก่อน...



...ข้าวหลามสองเจ้า คนใกล้ไม่ใส่กะทิ ถ้าอยากกินเหมือนกินที่บ้านเรา ต้องเดินต่อไปสักสิบเมตร...


...โรตีรสดีแผ่นใหม่ แผ่นหญ่ายๆ ส่ายข่ายส่ายโนม...นะนายจ๋า...


...คนเชียงตุงมีอะไรๆ กินกันหลายอย่าง แต่ไม่ได้ถูกนำมาสาธิตเป็นสำรับโชว์แบบที่เราเจอในสิบสองปันนา กระทั่งอาหารพม่าเองก็ไม่ถูกนำเสนอในเชิงท่องเที่ยวให้เราเห็น ทั้งๆ ที่การจัดสำรับอาหารในเชิงสาธิตนั้นเป็นทุนอย่างหนึ่งที่สามารถใช้นำเสนอเอกลักษณ์ของเมืองได้ ตอนที่อยู่เชียงรายเคยกินขนมเส้นน้ำคั่ว (เป็นขนมจีน ราดหมูสับผัดกับมะเขือเทศกับเครื่องอีกนิดหน่อย พอกรุ่นๆ หน้าตาเหมือนน้ำพริกอ่อง แต่ไม่ยักเผ็ดแล้วใส่ยอดถั่วลันเตาก่อนราดซุปร้อนจัดๆ) แม่ค้าบอกว่าสูตรจริงๆ มีทีเชียงตุง แต่ถ้าตามหาแถวแม่สายก็คงจะพอมีให้กินอยู่บ้าง...มาเชียงตุงงวดนี้ก็หมายใจว่าจะมาลองกินต้นตำรับ แต่ก็อด เพราะ ไม่รู้จะไปตามกินที่ไหน เนื่องจากไม่มีรายการในทัวร์...ถ้าผู้ประกอบการผ่านมาแล้วเผลออ่านเข้าก็น่าจะลองจัดอะไรๆ ทำนอง exotic food ที่เป็นเมนูสาธิตให้ลูกค้าของท่านบ้าง การเที่ยวนั้นน่าจะมีอรรถรสมากขึ้น มีอยู่ช่วงหนึ่งไปที่วัดสิงห์ขณะที่ธุลูงเจ้าอาวาสกำลังจะฉันจังหัน แล้วท่านปลีกตัวมารับแจก ซึ่งก็คือพวกเราก่อน สำรับของท่านจึงยังดูใหม่ๆ เราก็เลยแย่งกันถ่ายภาพกันใหญ่...


...สำรับจังหันของธุลุง...


...การไปตลาดอาจเป็นหนทางที่ดีที่สุดที่เราจะได้พบอาหารที่คนที่นั่นเขารับประทานกัน ในเช้าสุดท้ายที่เชียงตุงนั้นเราไปที่กาดหลวงเชียงตุงกันเท่าที่จะเช้าได้ แต่ก็อาจจะดูว่าสายไปสักหน่อยสำหรับการสวมวิญญาณพระยาน้อยชมตลาด เคราะห์ดีที่ตลาดยังไม่วาย เลยยังพอเดินเที่ยวชมอะไรๆ ได้บ้าง ชาวคณะเราบางท่านกินมื้อเช้าของโรงแรมเพียงเล็กน้อย เพื่อที่จะมาทำคะแนนในตลาด ซึ่งก็มีของให้กินเยอะ แต่ก็จะเลือกเฉพาะของที่ทำร้อนๆ ใหม่ๆ ซึ่งก็ไม่พ้นของทอดๆ ที่กินได้หน่อยก็ต้องหยุด เพราะยังต้องนั่งรถกันอีกไกล ยิ่งกินอะไรมันๆ เข้าไปมากจะเมารถง่ายขึ้น ที่ไม่ได้แวะกินคือโรตีโอ่งที่ปากทางเข้าตลาด เพราะเราคิดว่าตลาดมันกว้างแล้วเกรงจะเดินไม่ทั่ว ก็เลยอดๆ ไปก่อน ที่สุดก็เลยอดจริงๆ...




...โรตีโอ่ง...


...ของกินอร่อยๆ สนุกๆ ใช่ว่าจะมีแต่ในเมือง ออกมาทางนอก ที่บ้านปางควายก็มีของกินร้อนๆ อร่อยๆ (คือถูกปากเรา) อยู่เจ้าหนึ่ง เขาเรียกข้าวซอยน้อยหรืออะไรสักอย่างหนึ่งก็จำไม่ใคร่ได้เสียแล้ว แม่ค้าปลูกเพิงริมถนนหน้าบ้าน แล้วตั้งเตานึ่งทำนองข้าวเกรียบปากหม้อบ้านเรา มีพิมพ์แสตนเลสเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๗-๘ นิ้ว ตักแป้งข้าวเจ้าลงกลิ้งๆ พอเหลือติดพิมพ์ขึ้นตั้งบนหม้อนึ่ง คะเนพอแป้งสุกก็เอาเครื่องลงซึ่งเท่าที่สังเกตดูก็มีผักเป็นส่วนมาก เอาน้ำตาลลง ตามด้วยพริกป่น ซีอิ๊วดำ แล้วก็เอาไม้งัดแป้งด้านหนึ่งขึ้นม้วนๆ แล้วเทลงจาน ตัดเป็นท่อนพอคำ ก็กินกันอร่อยไม่รู้แล้ว...เลยปางควายมาถึงปางล้อมีของเด็ดของดีอยู่ตรงนั้นอย่างหนึ่งคือไข่เยี่ยวม้า ไข่เยี่ยวม้าทางนี้มีเนื้อไข่ขาวออกสีส้มๆใสๆ ไข่แดงสีเหลืองแก่ๆ หม่นๆ คล้ายไข่แดงของไข่เค็มชนิดดองเกลือบ้านเรา กรุบๆ ทำยำกินกับข้าวต้มร้อนๆ ท่าจะเข้ากันดี...


...ของกินอร่อยๆ ริมทางที่บ้านปางควาย...


...นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า...หากมีโอกาสได้ไปอีก คงต้องตกลงเรื่องอาหารกันเสียแต่เนิ่นๆ...


...จบเรื่องกินแล้ว คราวถัดไปจะเป็นเรื่องอะไร โปรดคอยตามพิจารณาดูนะครับ นึกอะไรออกก็จะเขียนให้อ่านกันเร็วๆ นี้ครับ เพราะตอนนี้ต้องออกเรื่องอินเดียกับสิบสองปันนาแล้วครับ ไม่งั้นจะลืมไปเสียก่อน... สวัสดีครับ...
.

วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2552

คนที่มีความสุขที่สุดในโลก

รุ้งเส้นคู่ที่เชียงราย Ch@ros ฉายเมื่อ พ.ศ.2551


พักนี้นึกอะไรไม่ใคร่ออก พอดีได้ Fwd. Mail มาฉบับหนึ่งจากอาจารย์ที่เคารพนับถือกัน ก็เลยเอามาลงไว้ เผื่อใครเข้ามาอ่าน ข้อความมีดังนี้ครับ:



คนที่มีความสุข ที่สุดในโลก



คนที่มีความสุขที่สุดในโลกไม่ใช่คนที่ร่ำรวย คนที่มีความสุขที่สุดในโลกไม่ใช่คนที่ประสบความสำเร็จ แต่คนที่มีความสุขที่สุดในโลกคือ คนที่มีความสบายใจเท่านั้นเอง และความหมายของความสบายใจ คือ



หนึ่ง เต็มไปด้วยความเชื่อมั่น เชื่อว่าคุณมีดี คุณน่าคบหา และคุณทำได้


สอง รู้จักตัวเอง ยอมรับในข้อบกพร่องของตัวเอง และพร้อมจะปรับปรุงเสมอ


สาม ไม่ดื้อดึง ถ้าวันวานคุณเคยทำผิดพลาด คุณก็ยินยอมเปลี่ยนแปลงและรับฟังคนอื่น


สี่ เห็นค่าของตัวเอง คุณไม่คิดว่าตัวเองช่างไร้ค่า คุณจึงมีความสุขในใจเสมอ


ห้า วิ่งหนีความทุกข์ เมื่อรู้ตัวว่าตกลงไปในความทุกข์ คุณก็รีบหาทางหลุดพ้น ไม่จมอยู่กับมัน


หก กล้าหาญเสมอ คุณกล้าเปลี่ยนแปลงและกล้ารับมือกับสิ่งแปลกใหม่หรือปัญหาต่างๆ


เจ็ด มีความฝันใฝ่ เมื่อชีวิตมีจุดหมาย คุณก็จะเดินไปบนถนนชีวิตอย่างมีความหวัง ไม่เลื่อนลอย


แปด มีน้ำใจอาทร คุณพบความสุขในใจเสมอถ้าเป็นผู้ให้แก่ผู้อื่น โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน


เก้า นับถือตัวเอง ไม่ดูถูกตัวเองด้วยการลดคุณค่าและทำในสิ่งที่เสื่อมเสียต่อตัวเอง


สิบ เติมสีสัน สร้างรอยยิ้มให้ชีวิตของคุณและคนรอบข้าง รู้จักหยอกล้อคนอื่น ๆ และตัวเองด้วย


ความสุขนั้นคือพอใจกับวิถีชีวิตของตัวเอง และวางฝันของตัวเองตามกำลังที่ตนทำได้ การได้รับวัตถุและความสำเร็จในหน้าที่การงาน ทำให้คุณพึงพอใจและยกระดับฐานะของคุณเท่านั้น เป็นการสร้างเสริมความสุขเพียงภายนอก และมันมิได้อยู่กับคุณอย่างมั่นคงถาวรตลอดไป เพราะคนเรานั้นย่อมมีความต้องการเพิ่มขึ้นเสมอไม่มีวันหยุดนิ่ง


ความสุขที่แท้จริงเกิดจากข้างในจิตใจของคนเรา และถ้าจิตใจของคุณไม ่ว่าง เต็มไปด้วยอารมณ์อันตรายต่าง ๆ ความสุขก็จะเกิดขึ้นได้ยากยิ่ง เพราะความสุขนั้นมักเกิดขึ้นท่ามกลางความสงบเสมอ


ชีวิตของคนเรานั้นไม่ยืนยาวนัก คุณสามารถหาความสุขให้ตัวเองได้ตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ไม่ต้องมุ่งหวังยามแก่เฒ่า ค่อยอยู่อย่างสงบสุขอย่างที่หลายคนเชื่อกัน เชื่อเถอะ เราจะสามารถมีความสุขที่สุดในโลกได้ ในตอนนี้ ถ้าเราเริ่มจากตัวเราเอง

วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

...เปิดเทอมใหม่...ยังไงก็ยังว้าวุ่น...

Ch@ros ฉายเมื่อ เมษายน 2551

...พ.ศ.นี้ ผมก็ยังทำงานเกี่ยวกับการศึกษาของคนที่โตแล้วเหมือนเดิม...

...มีคนหน้าใหม่ผ่านเข้ามาในชีวิตพร้อมกันครั้งละมากๆ เหมือนเดิม...

...ความคาดหวังและความกลัวของคนเหล่านั้น ...นี่ก็เหมือนเดิม...
.
.
.
...แล้วจะมีอะไรใหม่ๆ ไหม? ...

...ดูเหมือนว่าปีนี้ผมจะไม่ค่อยมีอะไรที่น่าตื่นตาตื่นใจมากนัก

...เมื่อตอนที่เริ่มงานนี้ใหม่ๆ ก็กระดี๊กระด๊าดีอยู่

...แต่ยิ่งวัน ความกระดี๊กระด๊านั้นก็เริ่มจืด...เพราะรู้สึกว่าผู้คนที่ผ่านเข้ามานั้น แม้จะเป็นหน้าใหม่ก็จริง แต่ก็มีอะไรๆ คล้ายๆ กันกับพวกที่เคยเดินผ่านเราไปเมื่อปีกลาย เลยไม่ค่อยจะรู้สึกตื่นเต้น เหมือนกับครั้งแรกๆ แต่ก็ไม่ได้เฉยไปเสียทีเดียว บางทีต้องมองแบบระแวดระวังเล็กน้อยถึงปานกลาง...

...ทำนองว่ารอหยั่งเชิงกันก่อน...

...ก็คงต้องรอดูกันไปล่ะครับ...

วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

วิสาขบูชารำลึก


หลวงพ่อพระพุทธเมตตา ณ มหาโพธิวิหาร พุทธคยา Ch@ros ฉายเมื่อ 31 ธันวาคม 2551

วันวิสาขบูชา หรือ วิศาขบูชา (บาลี: วิสาขปูชา; อังกฤษ: Vesak) เป็น "วันสำคัญทางพุทธศาสนาสากล" ของชาวพุทธทุกนิกายทั่วโลก, "วันหยุดราชการ" ในหลายประเทศ และ "วันสำคัญของโลก" ตามมติเอกฉันท์ของที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ เพราะเป็นวันคล้ายวันที่เกิดเหตุการณ์สำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา 3 เหตุการณ์ด้วยกัน คือ เป็นวันคล้ายวันประสูติ, ตรัสรู้ และปรินิพพาน แห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยทั้งสามเหตุการณ์นั้นได้เกิดตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 หรือในวันเพ็ญแห่งเดือนวิสาขมาส (ต่างปีกัน) ชาวพุทธจึงถือว่าเป็นวันที่รวมเกิดเหตุการณ์อัศจรรย์ยิ่ง จึงเรียกการบูชาในวันนี้ว่า "วิสาขบูชา" ย่อมาจาก "วิสาขปูรณมีบูชา" แปลว่า "การบูชาในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ" อันเป็นเดือนที่สองตามปฏิทินของอินเดีย ซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 ตามปฏิทินจันทรคติของไทย (ซึ่งมักจะตรงกับเดือนพฤษภาคม หรือมิถุนายน) โดยในประเทศไทย ถ้าในปีใดมีเดือน 8 สองหน ก็เลื่อนไปทำในวันเพ็ญเดือน 7 หลัง ตามปฏิทินจันทรคติของไทย ซึ่งประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาเถรวาทอื่นที่ไม่ได้ถือคติตามปฏิทินจันทรคติของไทย จะจัดพิธีวิสาขบูชาในวันเพ็ญเดือน 6 แม้ในปีนั้นจะมีเดือน 8 สองหน (ตามปฏิทินจันทรคติไทย) ก็ตาม และในกลุ่มชาวพุทธมหายานบางนิกาย ที่นับถือว่าเหตุการณ์ทั้ง 3 นั้น เกิดในวันต่างกันไป จะมีการจัดพิธีวิสาขบูชาต่างวันกันตามความเชื่อในนิกายของตน ๆ (ซึ่งจะไม่ตรงกับวันวิสาขบูชาตามปฏิทินของชาวพุทธเถรวาท) ในปีพุทธศักราช 2552 นี้ ตรงกับวันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม 2552


พระเจ้าตนหลวงทุ่งเอี้ยงเมืองพะเยา Ch@ros ฉายเมื่อปี 2551
ธรรมอันควรคำนึงเนื่องในวันวิสาขปุรณมีบูชา

1. สมเด็จพระบรมครู เสด็จมาประสูติพร้อมการอธิษฐานอันยิ่งใหญ่ ว่า


"อคฺโคหมสฺมิ โลกสฺส เชฏฺโฐหมสฺมิ โลกสฺส เสฏฺโฐหมสฺมิ โลกสฺส.อยมนฺติมา ชาติ. นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว."
คำแปล: "เราเป็นผู้เลิศแห่งโลก, เราเป็นผู้เจริญที่สุดแห่งโลก, เราเป็นผู้เจริญที่สุดแห่งโลก. ชาตินี้ เป็นชาติสุดท้าย. บัดนี้ ภพใหม่ย่อมไม่มี ดังนี้"
(สยามรฏฺฐเตปิฏกํ ปาลี. อจฺฉริยอพฺภูตธมฺมสุตฺต อุปริ. ม. ๑๔/๒๔๙-๒๕๑/๓๖๖-๗-๘-๙, ๓๗๑)

ธรรมข้อแรกอันควรคำนึง คือ การตั้งใจไว้โดยชอบ พระมหาสัตว์เจ้าทรงตั้งพระองค์และทรงตั้งพระทัยไว้โดยชอบแล้วนับชาตินับกาลไม่ถ้วน เมื่อประสูติครั้งนี้จึงเป็นการประกาศดำเนินตามปณิธานอันสูงส่งอย่างไม่ลดละจนบรรลุวัตถุประสงค์ในการรื้อขนสรรพสัตว์สู่พระนิพพานอันเกษม
2. สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ได้ตรัสรู้ความจริงอันประเสริฐในวันนี้

ธรรมข้อสองอันควรคำนึงคือ การสืบสาวหาต้นทางของความทุกข์เพื่อแก้ทุกข์ นอกเหนือจากอริยสัจทั้งสี่ประการที่เราท่องจำกันจนขึ้นใจแล้วยังมีเรื่องของ หลักการเป็นปัจจัยแก่กันตามแนวอิทัปปัจจยตา และปฏิจจสมุปบาท ด้วย รายละเอียดตาม ลิ้งค์


3. สมเด็จพระธรรมสามิศร เสด็จดับขันธปรินิพพานในวันนี้ โดยได้ประทานมรดกอันสำคัญไว้แก่พวกเรา นั่นคือ คำสอนเรื่อง ความไม่ประมาท พึงระลึกคำนึงตาม ดังพระคาถาที่ว่า

"...หนฺท ทานิ ภิกฺขเว อามนฺตยามิ โว วยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ..."
แปลว่า: ภิกษุทั้งหลาย! บัดนี้ เราจักเตือนพวกเธอทั้งหลายว่า "สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา. พวกเธอทั้งหลาย จงยังประโยชน์ตนและท่าน ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด"
(สยามรฏฺฐเตปิฏกํ ปาลี. มหาปรินิพฺพานสุตฺต มหา. ที. ๑๐/๑๔๙/๑๑)



พระบรมธาตุเจ้าหริภุญไชย Ch@ros ฉายเมื่อ 2 มกราคม 2551


...นอกเหนือจากการรำลึกถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ในวันวิสาขบูชาหรือแปดเป็งของทางเหนือนั้นยังเป็นวันคล้ายวันเกิดของพระเจ้าตนหลวงทุ่งเอี้ยงเมืองพะเยา และเป็นวันสรงน้ำพระบรมธาตุเจ้าหริภุญไชยอีกด้วย พุทธศาสนิกชนในสองจังหวัดนี้มักจัดงานใหญ่เป็นประจำทุกปี...

หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ วัดสะแก อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

credit: http://www.watthummuangna.com/
สามารถติดตามประวัติและคำสอนของท่านได้ครับ


ภาพถ่ายครูบาชัยยะวงศาพัฒนาบนรถเข็น ตั้งอยู่หน้าสรีรธาตุของพระคุณเจ้าฯ ที่คณะศิษย์เก็บรักษาไว้ที่วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม Ch@ros ฉายเมื่อ อาสาฬหปุรณมี พ.ศ.2551

...แล้วยังเป็นวาระที่ทำให้เรารำลึกถึงครูบาอาจารย์ที่สำคัญอีกสององค์ ได้แก่ 105 ปี ชาตกาลแห่งหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ วัดสะแก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ 9 ปี การมรณภาพของหลวงปู่ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา (พระครูพัฒนกิจจานุรักษ์) วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม จังหวัดลำพูน ซึ่งในหมู่ศิษย์หาของพระคุณท่านนับถือกันว่าเป็นพระโพธิสัตว์ใหญ่ทั้งคู่...





...เชิญทำบุญแล้วระลึกถึงคุณงามความดีทั้งหลายตามอัธยาศัยนะครับ...








วันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2552

หนังสือปีใหม่ จุลลสักกราช ๑๓๗๑ ปีกัดเป้า สำนวนไทขึนเมืองเชียงตุง

หนังสือปีใหม่ไทขึน เมิงเชียงตุง ปี จ.ศ. ๑๓๗๑ ตัว
.
นวังคะปีใหม่นี้ เปนปีกัดเป้า จุฬสักกราชได้ ๑๓๗๑ ตัว เศษ ๔ ชื่อว่าจันทาธิมาศทินาธิกะตกเดิน ๘ เบ่าหน สังขารไปเดิน ๖ แรม ๔ ฅ่ำ เมงวัน ๒ ไทยวันปึกใจ้ เกณฑ์เดิน ๐ เน่า ๒ วัน ทินรวิมี ๓๖๕ พระญาวันมาเดิน ๖ แรม ๗ ฅ่ำ เมงวัน ๕ ไทยวันร้วงเหม้า วันที่ ๑๖เมษายน ๒๐๐๙ อหังคณอัตตา ๕๐๐๗๗๑ ติตถีอัตตา ๒๒ พระพุทธสกราชได้ ๒๕๕๓ วัสสา อนาคตสกราชยังหลอ ๒๔๔๗ วัสสา
.
ปีนี้เข้าวัสสาเดิน ๙ เพง จุฬสกราชปีใหม่ขี้นยามแตรสู่เที่ยงวัน ขุนสังขารขี่งูไปยามกลองงาย มือกวาถือผาลา มือซ้ายทือหอกปลายแหลม ลุกหนพยัพไปสู่หนอาคไนย นางผู้ชื่อมโหสาระ นั่งแงกฅิงรับเอา งูจักมีมาก จักแขงด้วยไฟสักหน่อย สัตว์แลฅนทังหลาย จักร้อนใจด้วยไภยะพยาธิโรคานานาต่างๆ ไภยะจักมีแก่พ่อค้าแลฅนทุกข์ไร้เข็ญใจชาแล
.
จักได้เอาแก้วเจ้า ๓ ประการแลพ่อแม่ครูบาอาจารย์เปนที่จั้งทันพึ่ง จิ่งจักได้อยู่เย็นเปนสุข รอดพ้นไภยะทังหลายไปพายหน้าชาแล
.
ปีนี้ไม้ห้าเปนพระญาแก่ไม้ทังหลาย กวันเข้าพึ่งไม้หมากทัน เข้านาดีด้วยลางแห่ง ฝนตกเบ่าเสมอกัน นาคขึ้นน้ำ ๒ ตัว ฝนตก ๒ ตาง แพะรักสาปี แรดรักสาเดิน นกยูงรักสาป่า คะต่ายรักสาน้ำ ยักข์ใพ้อากาศ จัณฑละใพ้แผ่นดิน
.
ผู้ยิงเปนใหย่แก่ฅนทังหลาย วัวเปนใหย่แก่สัตว์ ๔ ตีน นกไฟเปนใหย่แก่สัตว์ ๒ ตีน ไม้แห้วเปนใหย่แก่ไม้จิง ไม้ซางเปนใหย่แก่ไม้กลวง หย้าแฟดเปนใหย่แก่หย้าทังหลาย รสแผ่นดินเบ่าพอหลาย เข้านาเบ่าพอดี ฝนตกร้อยห่า ฝนห่าใหย่มี ๖๐ ห่า ตกทั่วชุมพูทวีป ลมจักมีมาก ฝนมีหัวปี หล้าปี กลางปีมีน้อย
.
ฅนเกิดมาปีนี้ มีโกธะมานะใหย่ เบ่าสู้ได้เลี้ยง วงสาหลายจิ่งดี มีอายุ ๕๐ ปีเปนฝั่ง เหลอนั้นไปอยู่ด้วยบุญกัมม์แห่งตนชาแล
.
ปีนี้ เข้า งน ฅำ วัว ควาย แพง, แก้ว แสง เหล็ก ชืน เส้อ ผ้า เกอ อ้อย ม้า ปลาเน่า ปานกลาง, ปลาแลพริกถูก
.
คันถึงวันพระญาวันมา หื้อชวนกันทานน้ำทานซายไม้ค้ำแท่น ทานแล้วปราถนาหื้อได้อยู่เย็นเปนสุขต่อรอดปีเดินวันยาม ชุเจ้าชุตนชุผู้ชุฅนแด่เทิ่อ.๚๛
.
สมเด็จอาชญาธรรม
วัดราชฐานหลวงเชียงยืน เวียงเชียงตุง
ปล่านแปลง
.

Credit: http://www.cm77.com/board/frame.php?frameon=yes&referer=http%3A//www.cm77.com/board/ สรียินดีจ้าดนักครับผม

วันศุกร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2552

หนังสือปีใหม่ จุลลสักกราช ๑๓๗๑ ปีกัดเป้า


หนังสือปีใหม่ ปีกัดเป้า
(ปีฉลู เอกศก) จ.ศ. ๑๓๗๑
ปกติมาส อธิกวาร ปกติสุรทิน
.
...มังคลวุฒิสิริศุภมัสตุ จุลศักราชได้ ๑๓๗๐ ตัว ปีชวดฉนำ กัมโพชพิไสย เข้ามาในคิมหันตอุตุ จิตรามาส กาฬปักข์ ปัญจมี ภุมมวารไถง ไทยภาษาว่า ปีเปิดใจ้ เดือน ๗ แรม ๕ ค่ำ พร่ำว่าได้วันอังคาร ไทวันกัดเป้า ตรงกับวันที่ ๑๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๒ ยามนั้น ระวิสังขานต์มีตนเรื่อเรืองงามประดุจดังคำสิงคี สถิตอยู่ทิพย์วิมานมีนราศีประเทศ ก็ประดับตนด้วยเครื่องอาภรณ์วิเศษอลังการสีดังแก้วปพาฬผ่องแผ้ว คือว่าสีแดงแสดเลิศแล้ว ประดับตนด้วยรัตนมณีแก้วปพาฬ อันเรืองรุ่ง รัศมีพุ่งงามตา มีหัตถามือซ้ายบนถือลูกประคำผ่องแผ้ว มือซ้ายลุ่มถือกระออมแก้วอันงามโสภา มีมือเบื้องขวาบนนั้นก็มาถือจักร มือขวาลุ่มเอาพาดตักแห่งตนไว้หมั้น ได้กาลยามดี ยามนั้นก็เสด็จยืนก้มหน้าอยู่บนหลังสีหราชา คือพญาราชสีห์ตนองอาจ เสด็จยัวริยาตรจักไปสู่เมษราศี ก็ออกจากทิพย์วิมานคำดีผ่องแผ้วด้วยประตูอันอยู่หนอุตระ คือทิศเหนือแล้ว ยกย่างลีลาด้วยพหุพลนิกายโยธาไปสู่อิสานะทิศา คือตะวันออกเฉียงเหนือดั่งอั้น ยามนั้นเป็นเวลายามตูดรุ่ง เวลา ๐๑ นาฬิกา ๘ นาที ๒๔ วินาที คนทั้งหลายจิ่งเรียกว่าวันสังขานต์ล่อง
.
ยามนั้น ยังมีนางเทวดา ชื่อมัณฑะหมอบตนรับเอา ปีนี้สังขานต์ไปวันอังคาร จักเดือดร้อนแก่ชาวเมือง จักเกิดเปนกลียุค วิวาทบาดหมางผิดเถียงกัน จักร้อนใจแก่เจ้าบ้านเจ้าเมือง พระราชามหากษัตริย์ บ้านเมืองจักแล้ง สรมชาวเจ้าจักเดือดร้อนใจ ข้าวจักมีราคาแพง ของใช้จักขึ้นราคา ของแดงลายและลูกไม้ผลไม้บ่สู้มีราคา จักวิวาทกันด้วยคำบ้านคำเมือง ปีนี้ฝนตกบ่เสมอ หัวปีมีมาก กลางปีบ่มีหลาย หล้าปีก็จักมีอยู่พ่อง ชารสดินบ่ดี สัตว์ ๔ ตีน ๒ ตีนจักมีภัย จักหันแผ่นดินแตกในเมือง เจ้าขุนผู้ใหญ่จักตาย จักมีอุบาทว์ใหญ่ในบ้านเมือง คนเกิดวันอาทิตย์จักมีเคราะห์ใหญ่ คนเกิดวันจันทร์จักมีโชคลาภ



...ในวันสังขานต์ไปนั้น จุ่งหื้อพากันสระเกล้าดำหัวยังแม่น้ำ ทางไคว่ เค้าไม้ใหญ่นอกบ้านชายคา อว่ายหน้าไปสุ่ทิสะหนใต้ แล้วเอาน้ำส้มป่อยดำหัว อาบองค์สรงเกศเกล้าด้วยมนต์วิเศษ สรูปเภทเป็นคาถา ว่า “สัพพะทุกขา สัพพะภะยา สัพพะอันตรายา สัพพะทุนนิมิตตา สัพพะคะหา สัพพะอุปัทวา วินาสันตุฯ”
ปีนี้ศรีอยู่ดัง กาลกิณณีอยู่ปาก จังไรอยู่บ่า เอาส้มป่อยเช็ดคว่างเสีย ปีนี้ผีหัวหลวงเป็นยักษ์อยู่ทิศเหนือ ดำหัวอย่าบิ่นหน้าไปทางทิศนั้น แล้วมานุ่งผ้าใหม่เหน็บดอกไม้นามปี ปีนี้ดอกเก็ดถะหวา เป็นพญาดอก ควรเอามาเหน็บเกศเกล้ามวยผมและเหน็บไว้ประตูบ้าน ประตูเรือน เป็นมังคละ จักอยู่สุขะสวัสสะดีชะแล
.
...ในเดือน ๗ แรม ๖ ค่ำ พร่ำว่าได้วันพุธ ตรงกับวันที่ ๑๕ เมษายน ไทวันกดยี เปนวันปูติ คือวันเน่า ปีนี้เน่าวันเดียว อย่าไปทำมงคลในวันนี้ อย่าไว้วิวาทผิดเถียงเดือดด่า หื้อได้พากันขนทรายเข้าวัด กวาดข่วงไม้สรี พระเจดีย์ วิหาร จักได้พ้นเคราะห์กับตน กับบ้านกับเมือง และพระพุทธศาสนา
ในเดือน ๗ แรม ๗ ค่ำ พร่ำว่าได้วันพฤหัสบดี ตรงกับวันที่ ๑๖ เมษายน ไทวันร้วงเหม้า เป็นวันพญาวัน พระสุริยะอาทิตย์เสด็จทิพย์วิมานในเวลากาลได้ยามรุ่งเช้า เวลา ๐๕ นาฬิกา ๐๖ นาที บ่มีปลาย
ยามนั้นจุลศักราชขึ้นแถม ๑ ตัว เปนจุลศักราช ๑๓๗๑ ตัว ฉลูฉนำ กัมโพชพิสัย ไทยภาษาว่าปีกัดเป้า หื้อได้พากันกระทำบุญหื้อทาน เจดีย์ทราย ช่อ ตุง ไม้ค้ำสรี หื้อพากันทำมังคละกับวัดวาอาราม บ้านช่อง หอเรือน และปูชาสระสรงองค์พุทธรูปเจ้า มหาเจติยะ พระธาตุ พระบฏ พระบาท ไม้สรีมิ่งบ้าน และอารักษ์เจนเมือง มิ่งเมือง อย่าประหมาทด้วยเหตุเคราะห์เมืองจักมี แล้วหื้อพากันดำหัวครูบาสังฆะ พ่อเถ้าแม่อุ้ย และพ่อแม่ เพื่อขอเตชะปารมีไว้กับตนหื้อเปนมงคลตลอดปีอยู่สุขสวัสสดีมีโชคลาภ ถุถั่งหลั่งมา ฮิมาค้าขึ้น อยู่เย็นเป็นสุขตลอด
.
...ปีนี้เศษ ๓ ชื่อ อัชฌุสวัสสะ แพะรักษาปี แร้งรักษาเดือน นกยูงรักษาป่า กระต่ายรักษาน้ำ ภุตตะยักขะเทวบุตรรักษาอากาศ จัณฑาลรักษาแผ่นดิน ผู้หญิงเป็นใหญ่แก่คนทังหลาย นกเขาไฟเป็นใหญ่แก่สัตว์ ๒ ตีน กระต่ายเป็นใหญ่แก่สัตว์ ๔ ตีน ไม้เปาเป็นใหญ่แก่ไม้ทังมวล ผีเสื้ออยู่ไม้ข่อย ไม้เหงเป็นใหญ่แก่ไม้จิง ไม้ซางเป็นใหญ่แก่ไม้กลวง หญ้าแพรดเป็นใหญ่กว่าหญ้าทังมวล ขวัญเข้าอยู่ไม้ซาง รสดินบ่มีหลาย เข้ากล้าถั่วงาบ่ดี เข้าจักลีบ คนเกิดปีนี้มีความโกธะมาก อายุ ๕๐ ปีจักตาย
.
...ปีนี้นาคหื้อน้ำ ๒ ตัว บันดาลหื้อฝนตก ๔๐๐ ห่า ชื่อพุธาธิปติ ตกในมหาสมุทรและเขาสัตตปริภัณฑ์ ๑๙๑ ห่า ตกในป่าหิมพานต์ ๑๓๓ ห่า ตกในมนุสสโลก ๗๖ ห่า
.
...ปีนี้เทวดาวางเครื่องประดับหนอิสาน ปาปะลัคนาอยู่หนอิสาน ปาปะเคราะห์อยู่หนหรดี ทิศะเหล่านี้เป็นอัปปมงคล บ่ดีไปค้าไปศึกทิศนั้น บ่ดีทำมงคลแก่บ้านเมืองในทิศนั้น บ่ดีปกเสาเอกมงคลในทิศนั้น จักเสียสรีเตชะ
.
...อตีตวรพุทธศาสนาคลาล่วงแล้วได้ ๒๕๕๑ พรรษาธิกาปลาย ๑๑ เดือน ๗ วัน นับแต่วันพญาวันคืนหลัง อนาคตะศาสนาอันจักมาภายหน้า ค้างอยู่แถมบ่หน้อย ๒๔๔๘ พรรษาธิกาปลาย ๒๓ วัน เหตุนับแต่วันปากปีไปเอามาบวกกับกันก็เต็มห้าพันพระพรรษาถ้วนบ่มีเศษ เหตุตามฎีกาที่มหาพิลางคสัมมิหรสีเจ้า หากวิสัชนาแต่งแปลงสืบๆ มา ก็ปริปุณณาแล้วแล ๚๛
.
(พระครูอดุลสีลกิตติ์ วัดธาตุคำ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้วิสัชนาปล่านแปลงแต่งแต้มทำนายพยากรณ์ แล)
credit: http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sasis&date=25-02-2009&group=1&gblog=22 สรียินดีจ้าดนักครับผม

วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

มาฆบูชารำลึก


โอวาทปาฏิโมกข์ [โอ-วา-ทะ-ปา-ติ-โมก]
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)


หลักคำสอนสำคัญของพระพุทธศาสนา หรือคำสอนอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ได้แก่ พระพุทธพจน์ ๓ คาถากึ่ง ที่พระพุทธเจ้าตรัสแก่พระอรหันต์ ๑,๒๕๐ รูป ผู้ไปประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย ณ พระเวฬุวนาราม ในวันเพ็ญเดือน ๓ ที่เราเรียกกันว่า วันมาฆบูชา (อรรถกถากล่าวว่า พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์นี้แก่ที่ประชุมสงฆ์ตลอดมา เป็นเวลา ๒๐ พรรษา ก่อนที่จะโปรดให้สวดปาฏิโมกข์อย่างปัจจุบันนี้แทนต่อมา), คาถาโอวาทปาฏิโมกข์ มีดังนี้


สพฺพปาปสฺส อกรณํ
กุสลสฺสูปสมฺปทา
สจิตฺตปริโยทปนํ
เอตํ พุทฺธาน สาสนํ ฯ

ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา
น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโต ฯ
อนูปวาโท อนูปฆาโต ปาติโมกฺเข จ สํวโร

มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมึ ปนฺตญฺจ สยนาสนํ
อธิจิตฺเต จ อาโยโค เอตํ พุทฺธาน สาสนํ ฯ


แปลว่า:
การไม่ทำความชั่วทั้งปวง ๑ การบำเพ็ญแต่ความดี ๑ การทำจิตต์ของตนให้ผ่องใส ๑ นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขันติ คือความอดกลั้น เป็นตบะอย่างยิ่ง, พระพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าวว่า นิพพานเป็นบรมธรรม, ผู้ทำร้ายคนอื่น ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต, ผู้เบียดเบียนคนอื่น ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ การไม่กล่าวร้าย ๑ การไม่ทำร้าย ๑ ความสำรวมในปาฏิโมกข์ ๑ ความเป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร ๑ ที่นั่งนอนอันสงัด ๑ ความเพียรในอธิจิตต์ ๑ นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ที่เข้าใจกันโดยทั่วไป และจำกันได้มาก ก็คือ ความในคาถาแรกที่ว่า ไม่ทำชั่ว ทำแต่ความดี ทำจิตใจให้ผ่องใส

วันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2551

จับเรื่องเล่าเอามาเรียง...จากเชียงตุง (๔)

...แผนผังโดยสังเขปของเมืองเชียงตุง ตามที่ปรากฏในหนังสือของ อ.อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว credit ทั้งเจ้าของหนังสือและผู้scan อยู่ในรูปแล้ว ขอขอบพระคุณไว้ ณ โอกาสนี้...


"...กินข้าวแล้วลืมตอเฟือง...
....นั่งเมืองแล้วลืมตูทั้งหลาย..."

.
...ความที่คัดมาข้างต้นนี้ เป็นถ้อยคำตัดพ้อต่อว่าเจ้าเมืองที่เสวยอำนาจแล้วลืมคุณผู้อุปถัมภ์ค้ำจุนในตำนานการเกิดขึ้นของเมืองเชียงตุงก่อนจะมีคำว่าเชียงตุงให้ใช้...เรื่องนั้นมีอยู่ว่า...

...เดิมทีนั้นเชียงตุงมิได้ใช้ชื่อนี้มาแต่แรก "ประจันตคาม" หรือ "จัณฑคาม" คือชื่อเดิมของดินแดนแห่งนี้ ตั้งแต่สมัยที่สัตว์กับคนนั้นยังสามารถคุยกันรู้เรื่อง มีผู้คนมากมายอาศัยอยู่เป็นเมืองใหญ่ มีเจ้านายนั่งเมืองมายาวนาน จนกระทั่งสมัยหนึ่ง มีนายโคบาลหรือคนเลี้ยงวัวคนหนึ่งได้มีโอกาสเป็นเจ้าเมือง เนื่องจากเจ้าเมืององค์ก่อนนั้นสิ้นพระชนม์โดยที่ไม่มีผู้สืบราชสมบัติ เหตุที่ชายเลี้ยงวัวผู้นั้นได้เสวยราชสมบัตินั้นเป็นเพราะ เขาเคยเลี้ยงกาฝูงหนึ่งด้วยอาหารของเขาเองในระหว่างการเลี้ยงวัว เพราะสงสารที่กาฝูงนั้นไม่มีอาหารจะกิน...
.

...เมื่อกาฝูงนั้นรู้ข่าวว่าเจ้าเมืองจัณฑคามสิ้นพระชนม์ ก็คิดตอบแทนคุณข้าวคุณน้ำของชายเลี้ยงวัว จึงตกลงกันจะช่วยให้เขาได้เป็นเจ้าเมือง ดังนั้นแล้วจึงไปตกลงกับชายเลี้ยงวัวว่าฝูงกานี้จะช่วยให้เขาได้เป็นเจ้าเมือง แต่ขอให้มีข้อแลกเปลี่ยนว่า ทุกๆปี เขาจะต้องเสียควายหนึ่งตัวเป็นอาหารให้กับฝูงกา นายโคบาลนั้นก็รับปากด้วยดี ฝูงกาจึงออกอุบายให้ชายเลี้ยงวัวนั่งอยู่ในกรงไม้แล้วพากันคาบหอบกรงไม้นั้น บินเข้าไปในปราสาทของเจ้าเมืองในเวลากลางคืน รุ่งขึ้น บรรดาเสวกามาตย์ต่างพบว่านายโคบาลนั้นอยู่ในปราสาท จึงคิดว่าเป็นผู้มีบุญญาธิการมาครองเมือง จึงพร้อมใจกันยกให้นายโคบาลนั้นเป็นเจ้าเมืองในเวลาต่อมา... .

.

...เวลาผ่านไปไม่นาน นายโคบาลนั้นก็ลืมสัจจะสัญญาที่ให้ไว้แก่ฝูงกา ฝูงกาจึงคิดเอานายโคบาลนั้นออกจากราชสมบัติ โดยทำอุบายว่าจะพานายโคบาลนั้นไปเป็นพระราชาในเมืองที่ใหญ่กว่า มีทรัพย์สมบัติมากกว่านี้ เมื่อนายโคบาลทราบดังนั้นก็ตัดสินใจว่าจะไปตามที่ฝูงกาเสนอด้วยความโลภ ที่สุดแล้วฝูงกาก็นำนายโคบาลนั้นไปปล่อยบนเกาะร้างแห่งหนึ่ง พร้อมสาปแช่งไว้ให้เมืองจัณฑคามนั้นล่มลงกลายเป็นหนองน้ำ แต่ภายหน้าจะกลับมารุ่งเรืองเป็นเมืองอีกครั้ง ใครก็ตามที่มาเป็นเจ้าเมือง หากลืมบุญคุณของมิตรสหาย เป็นผู้ไม่รักษาสัญญาแล้วก็ขอให้พบกับความวิบัติพลัดพรากอย่างที่นายโคบาลเป็นอยู่นี้ แล้วก็พากันบินจากไป หลังจากนั้นจึงเกิดฝนตกหนักถึง 7 วัน 7 คืน และน้ำนั้นได้ไหลท่วมเมืองจนหมดสิ้น ชาวเมืองที่รอดตายก็พากันอพยพไปอยู่ตามเทือกดอยต่างๆ และไม่มีใครได้กลับมาอีก คนเลี้ยงวัวนั้นก็ตรอมใจตาย แต่ดวงใจยังอาลัยในราชสมบัติเมืองจัณฑคามอยู่ ด้วยความหลงนั้นเองชักพาดวงวิญญาณให้เข้าไปเกิดเป็นพญาปูคำ (ปูเหลือง) เฝ้าเมืองที่ล่มสลายไปดังกล่าว

.

...ชะตากรรมของเมืองจัณฑคามนั้น สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อ หรือคติในการควบคุมให้ผู้มีอำนาจนั้นต้องปฏิบัติตนอยู่ในกรอบศีลธรรมและจริยธรรมอย่างเข้มงวด หาไม่แล้ว ความพินาศล่มจมจะไม่เกิดขึ้นกับตนเองเท่านั้น หากยังทำให้คนหมู่มากพลอยได้รับผลกระทบนั้นตามไปด้วย ซึ่งความคิดทำนองนี้ก็ยังคงปรากฏเป็นจริงอยู่ในปัจจุบัน เพียงแต่ว่า บางคนเขาไม่รู้สึกรู้สมด้วยก็เท่านั้นเอง...

.

...ตามตำนานนั้นกล่าวว่า เมื่อถึงสมัยพระพุทธเจ้าของเรา พระองค์เสด็จเลียบโลกเพื่อโปรดสัตว์ในพื้นที่ต่างๆ เมื่อเสด็จมาถึงหนองน้ำใหญ่จัณฑคาม ได้ทรงมีพุทธฎีกาพยากรณ์ว่า หนองน้ำนี้ต่อไปจะกลับกลายเป็นเมืองอีกครั้งชื่อว่าเมืองนามจัน โดยมีฤๅษีตนหนึ่งมาไขน้ำออกจากหนองนี้ แล้วจะมีคนมาสร้างบ้านแปงเมืองอยู่ต่อไป (เป็นเหตุว่าทำไม่รัฐบาลพม่าจึงสร้างพระพุทธรูปใหญ่ขึ้นบนดอยจอมสัก แล้วชี้พระหัตถ์มาทางหนองตุง คล้ายกับพระพุทธรูปยืนปางพุทธพยากรณ์ที่เขามัณฑะเลย์ ต่างกันแต่ว่า ที่เชียงตุงนี่ไม่มีรูปพระอานนท์...พระพุทธพยากรณ์นี้เป็นที่หมายแรกๆ ในการเดินทางรอบเมือง ซึ่งจะเล่าเสริมในภายหลังครับ)

.


...พระพุทธพยากรณ์บนดอยจอมสัก...

...จากนั้นอีกนาน จึงมีฤๅษีตนหนึ่ง เคยเป็นราชบุตรพระเจ้ากรุงจีน หรือเจ้าฟ้าเมืองว้องในตำนานเชียงตุง ชื่อว่าตุงครสี หรือตุงคฤๅษี (คำว่า"รสี" ก็คือพระฤๅษีนั่นเอง) ใช้ไม้เท้าขุดทางไขน้ำออกจากหนอง ชาวฮ่อแข่ยูนนานที่ติดตามฤๅษีมาก็ต่างสร้างชุมชนขึ้นเป็นเมืองอีกครั้งหนึ่ง เวลาผ่านไปอีกเล็กน้อย ซึ่งไม่ทราบว่านานเท่าไร ชาวฮ่อแข่ยูนนานเหล่านั้นก็ทิ้งเมืองไปอีกเนื่องจากโรคระบาด ทิ้งน้ำเต้าที่ปลูกไว้ในเขตบ้านเรือนตนให้เติบโตขึ้น จนกระทั่งผลน้ำเต้านั้นแก่และแตกออกกลายเป็นผู้คนอาศัยอยู่ในเมืองนามจันนั้นสืบมา แต่คนมักเรียกชื่อเมืองนั้นว่า "เชียงตุง" ตามชื่อตุงครสีผู้นำการสร้างเมืองมากกว่า...

.

...ตามตำนานข้อนี้ น่าเชื่อว่า คนไทขึน/เขิน ที่อาศัยอยู่ในเชียงตุงนั้นเชื่อว่ากำเนิดของคนนั้นมาจากผลน้ำเต้า และข้อเท็จจริงของการเกิดชุมชนในพื้นที่ที่เรียกว่าเชียงตุงนั้น น่าจะเกิดจากการอพยพมาของคนจีนในยูนนานผสมกับคนพื้นเมืองในแถบนั้น ซึ่งในที่สุดก็กลายเป็นพื้นที่ของคนพื้นเมืองไปโดยปริยาย...

วันพุธที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2551

จับเรื่องเล่าเอามาเรียง...จากเชียงตุง (๓)


...จากจุดนี้ เหลืออีกประมาณ 30 กิโลเมตร จะถึงตัวเมืองเชียงตุง...
.
รถตู้ของชาวคณะเรา (รวมสองคัน) แล่นไปบนถนนเล็กๆ ความยาวตลอดสายจนถึงเชียงตุงรวม 165 กิโลเมตร ซึ่งมีการพัฒนาขึ้นจากเส้นทางที่คนสมัยก่อนใช้สำหรับเดินทางติดต่อค้าขายระหว่างเมืองต่างๆ ซึ่งการค้าตามเส้นทางนี้มีมูลค่าสูงมากจนได้รับการขนานนามว่าเป็น “เส้นทางสายทองคำ” ทั้งการค้าต่างหลังม้า หลังลา หลังฬ่อ หรือแม้กระทั่งการค้าทางบกแบบเล็กๆ น้อยๆ ในปัจจุบัน ตามประวัติมีอยู่ว่าถนนสายนี้มีการพัฒนาอย่างสำคัญเมื่อช่วง พ.ศ.2485 เพื่อรองรับการเดินทัพของกองทัพพายัพขึ้นไปยังเชียงตุง และอีกครั้งหนึ่งเมื่อ พ.ศ.2542 เพื่อเหตุผลทางเศรษฐกิจในการค้าทางบกระหว่าง จีน พม่า และไทย
.

...คนที่นี่ทำนาหน้าบ้านได้เลย...

ถนนสายนี้ตัดผ่านหมู่บ้านและชุมชนน้อยใหญ่รายทาง สลับกับทุ่งนาและป่าเขา ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ตามชุมชนเหล่านั้นทั้งคนไต คนลื้อ คนเขิน คนหลอย (คนดอย) คนอาข่า คนปะหล่อง ทั้งคนพม่าต่างก็มักจะหยุดการทำงานแล้วมองขบวนเล็กๆ ของชาวคณะเราเป็นระยะๆ ราวกับว่าการมาของนักทัศนาจรนั้นเป็นปรากฏการณ์ที่นานทีปีหนจะเวียนวนมาให้เห็นสักครั้งหนึ่ง เนื่องจากการเดินทางในวันหยุดของเราตรงกับวันธรรมดาของที่นั่น เราจึงเห็นทั้งชาวนาชาวไร่ ข้าราชการ ทหาร และหมู่ของนักเรียนที่เดินกลับบ้านเพื่อไปกินมื้อเที่ยงด้วยชุดนักเรียนเสื้อขาวโสร่งหรือซิ่นสีเขียว บางคนก็แอบสวมกางเกงยีนไว้ข้างใน แต่ที่แน่ๆ ผู้คนตามรายทางเหล่านั้น โดยเฉพาะผู้ใหญ่ ส่วนมากประแป้งทานาคาจนหน้านวล และเคี้ยวหมากจนปากแดง



...รถจ้างเหมาคันหนึ่งที่เราเจอ ณ ด่านแรก หลังจากออกจากท่าขี้เหล็ก...
.
คุณพี่ท่านหนึ่งในคณะของเรากล่าวว่า เขาว่ากันว่า กว่าจะถึงเชียงตุงได้นั้นต้องผ่านด่านน้อยใหญ่รวมแล้ว 11 ด่าน แต่จากข้อมูลในหนังสือ “วิถีไทเขิน เชียงตุง” บอกกับเราว่า ด่านที่รถทุกคันต้องแวะมีทั้งสิ้น 8 ด่าน (ซึ่งเราต้องชำระค่าผ่านทางทุกด่าน) ได้แก่
1. ด่านมะยางโหลง
2. ด่านนักสืบบ้านท่าเดื่อ (ทำนองว่าเป็นสันติบาล แต่พี่หลุยของเราใช้คำเรียกว่า ด่านทหารสายลับ ซึ่งฟังดูน่ารักเกินกว่าที่จะใช้เรียกหน่วยราชการ)
3. ด่านปางค้าน้อย
4. ด่านเมืองพยาก (ตามหนังสือว่ามี 4 ห้อง ต้องจ่ายเงินทุกห้อง)
5. ด่านนักสืบเมืองพยาก
6. ด่านเก็บเงินแบบด่านทางด่วนบ้านเรา
7. ด่านหนองโนน (ใกล้น้ำพุร้อน - - น่าจะเป็นด่านเก็บเงินแบบด่านทางด่วนอีกแห่งหนึ่งที่ใกล้ๆ กันนั้นมีป้ายยินดีต้อนรับสู่เชียงตุง ในหนังสือบอกว่าต้องลงรถแล้วเดินตามรถผ่านด่านไปแล้วค่อยไปขึ้นรถอีกที ซึ่งตลอดเส้นทางนั้น ไม่มีจุดไหนเลยที่เราต้องลงรถแล้วไปขึ้นรถอีกครั้ง)
8. ด่านมาทาท่า ก่อนเข้าเมืองเชียงตุง มีทั้งด่านตรวจคน ตรวจรถ และล้างรถก่อนเข้าเมือง (พี่หลุยให้ข้อมูลแก่ชาวคณะเราว่า รถที่จะเข้าเมืองนั้นจะต้องถูกล้างให้สะอาดก่อน ไม่เช่นนั้นจะต้องจ่ายค่าปรับให้กับทางการ)


...บ้านบางหลังระหว่างทาง...

เรามาถึงเชียงตุงแบบสบายๆ ราวเที่ยงครึ่ง ผ่านอาคารสถานที่ราชการจำนวนมาก ราวกับว่าเมืองทั้งเมืองเป็นศูนย์ราชการ พี่หลุยบอกว่า อย่าเที่ยวยกกล้องขึ้นถ่ายรูปสุ่มสี่สุ่มห้า เพราะที่เมืองพม่านี้ไม่ชอบให้ใครถ่ายรูปสถานที่ราชการ ทหารจับได้แล้วเรื่องยาว การเที่ยวนั้นจะกร่อยเสียเปล่าๆ เลยได้ข้อสรุปของตัวเองว่า เที่ยวในเมืองแบบนี้ ดูได้ทุกอย่าง แต่เก็บได้แต่สิ่งที่เขาอยากให้เก็บเท่านั้น ถ้าอยากเดินทางอย่างมีความสุข...

.

วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

...เราควรจะหงุดหงิดหรือไม่?...

ระยะหลายวันมานี้มีเรื่องรบกวนจิตใจนิดหน่อย...ถึงมากๆ

ซึ่งนั่นก็คือ เราควรจะหงุดหงิดหรือไม่? กับความตายของมนุษย์จำนวนหนึ่งซึ่งรัฐบาลไม่สามารถหาคำตอบได้ ว่าเป็นฝีมือของใคร และ "รัฐ" ในฐานะที่ต้องสร้างหลักประกันความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จะแสดงความรับผิดชอบกับสิ่งเหล่านี้อย่างไร หลายวันมานี้การลงไม้ลงมือกันเพียงเพราะ "คนละสี" จนเลือดตกยางออก บ้างก็ถึงขั้นเสียชีวิต โดยที่เจ้าหน้าที่ของรัฐยังไม่สามารถทำอะไรเพื่อให้ความกระจ่างในข้อสงสัยของคนที่ "ไม่เหลือง ไม่แดง" เกี่ยวกับการบาดเจ็บล้มตายเหล่านั้น

เป็นไปได้ไหมว่าเราควรหงุดหงิดกับรัฐบาล?...อันเนื่องมาจากการบุกยึดสถานที่ราชการ ท่าอากาศยานนานาชาติและอื่นๆ โดยกลุ่มชนที่มีอารมรณ์คุกรุ่นเพื่อต้องการความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโดยที่รัฐบาลไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่าการถอย (เพราะไม่สามารถใช้ไม้แข็งแบบวันที่ 7 ต.ค. ที่ผ่านมาได้อีก เพราะต้นทุนสูงเหลือเกิน...) ทั้งที่ผู้นำรัฐบาลสามารถเปิดอกคุยกับแกนนำผู้ชุมนุมได้ แต่ก็เลือกที่จะไม่ทำตั้งแต่ต้น จนกระทั่งเรื่องราวมันเลยเถิดไปขนาดนี้...

หรือเราควรจะหงุดหงิดกับผู้ชุมนุมดี?...เหมือนกับอารมณ์ของ SMS ตามหน้าจอโทรทัศน์นับตั้งแต่วันก่อน...รวมทั้งพลังแดง พลังขาว พลังเขียว พลังส้ม และพลังสีอื่นๆ ในสังคมนี้ หรือแนวร่วมสีเหลืองเองที่เคยหงุดหงิดกับแนวร่วมสีแดงในเชียงรายที่ปิดทางเข้าออกท่าอากาศยานเชียงรายเมื่อสองสามเดือนก่อน ตอนนั้นก็มีคนไม่น้อยหัวเสียกับการกระทำของแนวร่วมสีแดง ซึ่งมาวันนี้ฝ่ายเหลืองเอาบ้าง คนที่เคยเชียร์สีเหลืองก็เปลี่ยนใจไม่เชียร์เสียแล้ว เหมือนเพื่อนร่วมก๊วนข้าวเที่ยงกล่าวขึ้นมาลอยๆ เมื่อวานนี้ว่า "...เราเลิกเชียร์แล้วล่ะ มันเกินไป..."
ล่าสุดเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา เพื่อนร่วมงานที่นั่งโต๊ะไม่ห่างกันเท่าไรนักส่งเสียงเตือนขณะที่ผมกำลังเปิดวิทยุเพื่อฟังความเคลื่อนไหวของการชุมนุมว่า ..."...ช่วยเบาเสียงวิทยุลงนิดนึงได้ไหม? ไม่อยากได้ยินเสียงการชุมนุม เพราะพวกนี้ดูหมิ่นสถาบัน ฯลฯ..." ซึ่งผมเองก็พยายามไม่ให้มันดังอยู่แล้ว แต่กลายเป็นว่าเสียงข่าวที่แว่วออกไปนั้น แม้เพียงน้อยนิดก็เป็นเหมือนมลพิษที่มีมวลมหาศาลทีเดียว อารมณ์ของคนในสังคมเวลานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มที่บอกว่า "...อย่ามาเหมานะ...ชั้นไม่ใช่แดง...และก็ไม่ใช่เหลืองด้วย..." คือคนทั่วๆ ไปที่ต้องการเห็นการเมืองที่สงบสมานฉันท์ ทุกคนสามัคคี ฯลฯ (ซึ่งการเมืองที่ไหนๆ ในโลกไม่เคยอยู่ในภาวะที่ว่านั้นเลย) แกว่งไปหาความไม่พึงพอใจที่มีต่อกลุ่มผู้ชุมนุม และดูเหมือนว่าจะค้างอยู่ที่นั้นจนไม่แกว่งไปที่ไหนอีก
...เราควรจะหงุดหงิดกับสถาบันทหาร...กระนั้นฤๅ?...เหมือนกับที่กลุ่มผู้ชุมนุมกำลังหงุดหงิดกับท่าทีที่ไม่ซ้ายไม่ขวา ท่องคาถาอยู่กับที่ ว่า..."ไม่ปฏิวัติ ...ไม่ยึดอำนาจ...ไม่เคลื่อนไหว"...ของผู้นำเหล่าทัพ ซึ่งอันที่จริงก็น่าเห็นใจท่านๆ เหล่านั้น เนื่องจากต้นทุนและเดิมพันของทหารนั้นสูงมาก มากเสียจนทำให้ท่านเหล่านั้นไม่อาจเสี่ยงปฏิบัติการเหมือนที่สถาบันนี้เคยทำมาก่อน ไหนจะนักการเมือง ไหนจะมวลชน ไหนจะชื่อเสียงเกียรติภูมิของประเทศ คิดแล้วได้ไม่คุ้มเสีย และไม่อาจวางใจในคู่กรณีในความขัดแย้งครั้งนี้ได้ทั้งคู่ การตั้งรับในที่มั่นอาจดูเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในยามนี้

...หงุดหงิดกับคุณทักษิณและพลพรรคของเขาดีไหม?...หลายคนในโลกใบนี้พยายามชี้ประเด็นว่าคุณทักษิณ รวมทั้งเครือญาติ เครือข่าย ลูกน้อง ลูกพรรค ฯลฯ ของเขานั้นเป็นต้นเหตุแห่งความวุ่นวายในวันนี้ ตั้งแต่ทุจริตเชิงนโยบาย ใช้ช่องว่างของกฎหมายเพื่อประโยชน์ทับซ้อน ทำลายกลไกถ่วงดุลและตรวจสอบทั้งทางสภาและองค์กรอิสระ หลบเลี่ยงการบังคับทางกฎหมาย ว่าการหลังม่านผ่านนอมินี และแฟมิลี่ เรื่อยไปจนกระทั่งข้อหาทรราชย์และมุ่งร้ายต่อสถาบัน ...แต่อย่าลืมว่า ผู้คนส่วนมากมักสนใจแต่เรื่องเฉพาะหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องเฉพาะหน้าที่มีการเผยแพร่ผ่านทางสื่อสารมวลชนแบบ real time แล้วตัดตอนของความสนใจระยะสั้นๆ ความสนใจที่มีต่อสิ่งที่คุณทักษิณและพรรคพวกของเขากระทำสะสมเอาไว้ในอดีตจึงมีไม่มากนัก

...แล้วหงุดหงิดกับสื่อล่ะ?...สื่อจำนวนมากพยายามช่วงทำหน้าที่ในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อโทรทัศน์ ที่ต้องการนำเสนอภาพสดๆ ของเหตุการณ์ แล้วคนบ้านเราสมัยนี้ก็ชอบที่จะดูโทรทัศน์เพื่อติดตามสถานการณ์ อารมณ์ของผู้ชมก็ผันแปรไปตามภาพข่าวที่ออกสื่อมาให้เห็น อย่าลืมว่าเวลาในจอแก้วนั้นมีราคาแพงกว่าเวลาในนาฬิกาของเราๆ ท่านๆ อักโข การตัดภาพข่าวออกมาจึงต้องเน้นภาพที่มี "พลังสะเทือน" หรือ IMPACT สูง ซึ่งหารายงานพิเศษประเภท "เคียงข่าว" (ซึ่งหมายถึงข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่รายงานเข้ามาตามลำดับเหตุการณ์) ได้น้อยเหลือเกิน นอกจากนี้ รายการบันเทิงต่างๆ ยังคงมีให้เลือกบริโภคมากกว่ารายการเชิงสาระ มิพักต้องพูดถึงวิทยุ ทั้งชุมชน และไม่ชุมชน และหนังสือพิมพ์ต่างๆ ซึ่งมีฝักฝ่ายและเลือกข้างชัดเจน ทั้งนี้ให้ผู้เสพสื่อเลือกบริโภคกันตามความสนใจและข้อจำกัดของแต่ละคน

...หรือเรา...ควรจะหงุดหงิดกับตัวเอง...
...หงุดหงิดที่เสพข่าวสารมากเกินไป...
...หงุดหงิดที่ไม่ดูข่าวสารให้รอบด้าน...
...หงุดหงิดที่เสพข่าวสารไม่เป็น...
...หงุดหงิดที่ไม่เลือกข้าง...
...หงุดหงิดเพราะใครสักคนรอบตัวเราเลือกข้าง...ที่เราไม่ชอบ...
...หรือหงุดหงิดที่ปล่อยให้ "คนน่าละอายหลายจำพวก" (หากอยากรู้ว่าพวกนี้เป็นใคร โปรดอ่านเนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับล่าสุด) เดินเข้าสภามาชูคอกันสลอนจนได้ ทั้งๆ ที่รู้ว่ากฎหมายก็มีอยู่ คนปฏิบัติตามกฎหมายก็มีอยู่ การศึกษาของคนเราก็ไม่ใช่น้อย คนมีข้อมูลก็มีอยู่มากมาย ฯลฯ
...หากจะหายหงุดหงิด ก็คงต้องหาเหตุแห่งความหงุดหงิดนั้นให้ได้เสียก่อนกระมัง....

วันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

จับเรื่องเล่าเอามาเรียง...จากเชียงตุง (๒)

ทัศนียภาพรายทางที่เก็บมาได้ระหว่างอยู่บนรถ จนใจว่าไม่สามารถบอกให้คนขับหยุดได้ เกรงใจสมาชิกผู้ร่วมทาง เลยต้องยื่นมือออกไปเก็บภาพแทน ภาพจึงดูเบลอๆ อยู่บ้าง



เราออกจากด่านแล้วแวะรับน้ำดื่มและขนมสำหรับดื่มและกินระหว่างทางที่ร้านโชห่วยแห่งหนึ่งในตลาดท่าล้อ ที่ซึ่งชาวเรามักข้ามฝั่งไปซื้อหาสินค้านานาชนิดอยู่บ่อยครั้ง ก่อนนั่งรถไปตามถนนที่ผ่านการใช้งานอย่างสมบุกสมบันมายาวนาน ออกจากตัวเมืองท่าขี้เหล็ก ซึ่งพี่หลุยบอกกับเราว่า เพิ่งยกฐานะเป็นจังหวัดหนึ่งของรัฐฉานตะวันออกได้ไม่นานมานี้ เพราะเป็นพื้นที่หนึ่งซึ่งมีเงินหมุนเวียนอยู่มาก ชาวคณะเราต่างส่งสายตาออกไปภายนอก เพราะไม่ใคร่จะมีใครได้ออกมาไกลกว่าตลาดท่าล้อ ก็พากันตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่เห็นภายนอก ทั้งตลาด ผู้คน อาคารบ้านเรือน วัดวาอาราม ท่ารถ และสนามบิน ซึ่งใช้สำหรับเดินทางภายในประเทศทั้งสิ้น
.
มองๆ ดูแล้ว บ้านเมืองตามรายทางนั้นก็คล้ายๆ กับอำเภอรอบนอกของเชียงรายนี่เอง มีถนนหลักขนาดความกว้างสองช่องจราจร ซึ่งนานๆ ครั้งจะมีรถขับสวนมา พ้นจากตลาดท่าล้อแล้วก็ไม่มีตึกสูงเลย อย่างดีก็เป็นบ้านสองถึงสามชั้น บางหลังเป็นตึกครึ่งไม้ บางหลังเป็นบ้านตึกอย่างดีสีสันสดใส เราเริ่มสัมผัสได้ถึงบรรยากาศ วิถีชีวิตแบบเรียบง่ายของชาวบ้านร้านถิ่น เสียงของพี่หลุยแว่วมาว่า เวลาในประเทศพม่าจะช้ากว่าเมืองไทยราวสามสิบนาที แต่เราไม่จำเป็นต้องปรับนาฬิกาตาม เพราะเราจะนัดหมายกันเป็นเวลาประเทศไทย.....ทำให้ตัวผมเองเริ่มรู้สึกว่า นาฬิกาของเรากับนาฬิกาของคนที่นั่นเดินไม่เหมือนกัน
.
นาฬิกาของเรานั้นเดินเป็นวงกลม ที่หมุนเร็ว และเดินซ้ำไปซ้ำมาบนรอยเดิม เริ่มต้นแต่ละวันด้วยความรีบเร่ง และไม่ได้ใส่ใจรายละเอียดในการดำเนินชีวิตมากนัก สักแต่ว่าทำกิจวัตรประจำวันให้เสร็จๆ ไป ระหว่างวันก็วุ่นวนอยู่กับกิจการงานในหน้าที่บ้าง เสียเวลาไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่องบ้าง จบวันหนึ่งๆ ไปด้วยความรู้สึกกึ่งล้ากึ่งขี้เกียจ แล้ววันรุ่งขึ้นก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมอีก

.

ส่วนนาฬิกาของคนที่นั่น ก็อาจจะเป็นวงเหมือนกัน แต่คงจะมีขนาดใหญ่กว่ามาก ค่อยๆ เดินอย่างระมัดระวัง และมีเวลาใส่ใจกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ และความรื่นรมย์ในชีวิต ซึ่งคนที่หมกมุ่นอยู่กับความสับสนวุ่นวายในสังคมเมืองอาจมองไม่เห็น

................................................................

ตอบคำถามนะครับ

.

การเดินทางไปเยี่ยมเมืองเชียงตุงนั้น ถ้าเราเป็นนักศึกษาประวัติศาสตร์ หรือผู้สนใจสถาปัตยกรรม ศิลปะ และเรื่องของวิถีชีวิตควรจะมีเวลาอยู่ที่นั่นสักสัปดาห์หนึ่ง จะได้อะไรกลับมาอีกเยอะ แต่ถ้าเราไม่ได้ดื่มด่ำกับมันมากนัก หรือเป็นนักท่องเที่ยวแบบทัวร์ชะโงก ก็ซื้อบริการจากบริษัทนำเที่ยวไปเลยครับ รายการนำเที่ยวตามที่ตกลงกันปัจจุบันเท่าที่ทราบจะอยู่ที่ สองคืนสามวันที่โรงแรมชั้นหนึ่งของที่นั่น+ ค่าเดินทาง+อาหารอย่างดี+มัคคุเทศก์ ประมาณ 6,000 บาทต่อคนครับ (ยังไม่รวมทิปให้มัคคุเทศก์ครับ คราวที่ผมไปนี้ เขาบริการดีจนเราเกรงใจเลย...) ถ้าจะเพิ่มเวลาก็ต้องตกลงกับบริษัทเอง เพราะตามกฎหมายแล้ว เราสามารถอยู่ชื่นชมกับความสวยงามที่นั่นได้ถึง 14 วันโดยไม่ต้องทำวีซ่าครับ

.

หรือถ้าจะไปแบบแบ็กแพ็ค ก็ต้องหาทางจองโรงแรมเอง ค่าที่พักนี้ไม่ทราบว่าเท่าไรนะครับ แล้วขึ้นรถจากท่าขี้เหล็กเข้าเชียงตุง หากเป็นรถโดยสาร (ต้องนั่งรถรับจ้างจากหน้าด่านไปท่ารถประมาณ 3 กม.) ค่าโดยสารจะอยู่ในราว 350 บาทต่อคน (ไม่ทราบราคาตั๋วไปกลับนะครับ) และอาจต้องเพิ่มค่ารถรับจ้างอีกนิดหน่อย หากเหมารถขาวมาก็อาจจะอีกเรื่องหนึ่ง อันนี้ต้องต่อรองราคาเองครับ การดำเนินการเกี่ยวกับพิธีการผ่านแดนคงต้องคุยกับคนที่เขามีประสบการณ์ตรงจะดีกว่าครับ อาหารการกินที่นั่นหายห่วงครับ หากินได้ทั้งวันในราคาที่เรารับได้ เลือกเอาที่เขาทำใหม่ๆ ร้อนๆ นั่นละครับกีที่สุด ข้อแนะนำสำคัญคือ พยายามแลกธนบัตรใบละ 20 บาท และเหรียญย่อยๆ ติดกระเป๋าไว้หน่อยก็ดีครับ ซื้อหาสินค้าเล็กๆ น้อยๆ ได้สะดวก แต่ถ้าต้องการซื้อของที่มีราคาค่างวดสูง พกใบใหญ่ๆ ไว้ก็ไม่มีปัญหาครับ พ่อค้าแม่ขายที่นั่นพอจะฟังภาษาไทยรู้เรื่องเพราะที่นั่นเขาดูโทรทัศน์บ้านเราด้วยครับ

.

วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

จับเรื่องเล่าเอามาเรียง...จากเชียงตุง (๑)

หอหลวงเจ้าฟ้าเชียงตุง "ครั้งบ้านเมืองยังดี" (ฉายเมื่อปี ค.ศ.1955)

ระหว่างวันที่ 23 – 25 ตุลาคม 2551 ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้เดินทาง ไปทัศนศึกษา (ว่ากันตามภาษาเราๆ ก็คือไปเที่ยวนั่นเอง) ที่เมืองเชียงตุง รัฐฉานตะวันออก ของสหภาพเมียนมาร์ ก่อนอื่นขอกราบงามๆ ขอบพระคุณสปอนเซอร์เป็นอย่างสูงที่ทำให้ชาวคณะเราได้มีโอกาสอันดีนี้
.
รถออกจากเชียงรายราวเจ็ดโมงครึ่ง แวะรับกันมาเรื่อยๆ กระทั่งถึงอำเภอแม่สายราวแปดโมงครึ่ง กินมื้อเช้ากันท้องกิ่ว จนได้ฤกษ์ (สะดวก) ออกเดินทาง ซึ่งเราต้องแวะทำเรื่องผ่านแดนให้เรียบร้อย ได้ทราบมาว่า ระวางนี้ พวกเราจะต้องยอมให้เจ้าหน้าที่ (ทางนั้น) เก็บบัตรประจำตัวประชาชนไว้ตลอดการเดินทาง สิ่งที่เราได้กลับมาคือใบผ่านแดน จำนวนเท่ากับบัตรประชาชนที่พวกเรายื่นให้เจ้าหน้าที่ไป ซึ่งผู้นำทางของเราจะเป็นผู้ถือเอกสารทั้งนั้น เพื่อดำเนินการทางด้านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง

. ผู้นำทางของเรานั้นคือหนุ่มใหญ่เสื้อสีฟ้าในรูป เป็นลูกหลานชาวเชียงตุงแท้ (...ก็เขาว่าอย่างนั้น) อารมณ์ขันดีทีเดียว เขาชื่อว่าพี่หลุยครับ อายุราวกลางคน บ้านอยู่แถวๆ ท่าขี้เหล็ก เพราะใกล้ออฟฟิศการท่องเที่ยวของเมียนมาร์ ซึ่งเป็นต้นสังกัดของเขา (...ต่อไปจะเรียกว่าพม่าแล้ว เพราะเคยปาก) จะเป็นผู้รับผิดชอบการกินการอยู่ของเราตลอดการเดินทางในเชียงตุง
.
พี่หลุยแจ้งเราว่า จะต้องเดินทางจากด่านแม่สายไปอีกราวสามชั่วโมง ถ้าไม่มีปัญหาอะไร เราคงถึงเชียงตุงในราวเที่ยงวัน และจะแวะกินมื้อเที่ยงกันก่อน ค่อยเข้าที่พัก ซึ่งเป็นโรงแรมรัฐบาลที่สร้างบนรากฐานของหอหลวงเจ้าฟ้าเชียงตุงเดิม ทำให้ชาวคณะเราบางท่านที่ออกจะขวัญอ่อนเริ่มแซวกันเองบ้างแล้วเกี่ยวกับคืนแรกในเชียงตุง...
.
ก่อนออกจากด่าน ใครสักคนได้เตือนให้สาวๆ ชาวคณะเราหาหมวกติดตัวไว้เพื่อสะดวกต่อการบังแดดบังฝน เพราะเมื่อถึงที่นั่น การหุบร่มกางร่มบ่อยๆ ออกจะเป็นเรื่องวุ่นวาย ประเดี๋ยวฝนตก ประเดี๋ยวฝนหยุด ประเดี๋ยวแดดจ้า ประเดี๋ยวฟ้าบด สวมหมวกเสียก็สิ้นเรื่อง สาวๆ ก็เลยกรูกันลงไปหาซื้อหมวกกันแล้วกลับมาขึ้นรถ ขณะที่นั่งรถผ่านด่านนั้น เราทุกคนต้องเปิดกระจกให้เจ้าหน้าที่ได้เห็นผู้โดยสาร ว่ามีใครอยู่บ้าง เสียงของเราเริ่มเงียบลงตามลำดับ เมื่อชีวิตของเราไม่ได้เป็นของเราโดยแท้ ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า การกระทำของเรานั้นย่อมอยู่ใต้การกำกับ (...แม้กระทั่ง “ใต้บงการ”) ของรัฐ และอื่นๆ ทั้งสิ้น การนั่งรถเพื่อผ่านด่านก็นับว่าอยู่ในเกณฑ์นี้ด้วย

.
อาจจะฟังดูเกินจริงหากจะบอกว่า เวลานั่งรถผ่านด่านนั้นมันช่างยาวนานและน่าตื่นเต้นราวกับว่าเรากำลังจะก้าวเข้าสู่ศตวรรษใหม่ ทั้งๆที่ เมื่อช่วงมิลเลเนียมที่ผ่านมานั้น ผมก็นอนซุกผ้าห่มอยู่ที่บ้านดูโทรทัศน์ไปอย่างเรื่อยๆ เฉื่อยๆ หรือด่านที่เรากำลังผ่านนี้เอง ผมก็เดินผ่านมาเป็นสิบครั้งแล้ว ก็ไม่ได้รู้สึกแบบนี้...เห็นจะเป็นเพราะคำว่า “เชียงตุง” แน่แท้

.
ไม่ได้คิดว่าจะพูดให้ดูเป็นนิยาย หรืออะไรเลย แต่ผมอดประหลาดใจกับความรู้สึกแปลกใหม่อย่างนั้นไม่ใคร่ได้ ที่ว่า “เห็นจะเป็นเพราะคำว่าเชียงตุง” นั้น มาได้คำตอบเอาทีหลังว่า เราได้ยินได้ฟังเรื่องเมืองนี้มาเยอะ แล้วก็คิดหาโอกาสที่จะได้ไปเยี่ยมไปเยือนสักครั้ง พอจะได้ไปถึงเข้าจริงๆ มันก็ตื่นเต้นเป็นธรรมดา

.
เรื่องราวของเชียงตุงที่เคยผ่านหูผ่านตานั้น มีทั้งเรื่องเล่า ประวัติศาสตร์ ตำนาน นิยาย สารคดี ละคร ฯลฯ ทำเอาเราคิดถึงเชียงตุงในหลากหลายรูปแบบ เรื่องหนึ่งที่ติดใจมากเป็นพิเศษก็คือเรื่องของปู่ ซึ่งเป็นเรื่องสั้นๆ ที่ท่านเคยเล่าไว้เมื่อนานมาแล้วว่า เมื่อครั้งจอมพลผิน ชุณหะวัน นำกองกำลังทหารไทยขึ้นไปเชียงตุงนั้น ปู่ก็เป็นส่วนเล็กๆ ในกองทัพนั้นด้วย ท่านยังเล่าถึงความประทับใจให้ฟังว่า มีอยู่ครั้งหนึ่ง ขณะที่อยู่ที่นั่น ทหารไทยได้พบกับเจ้าพรหมลือ เจ้าฟ้าเชียงตุงในยุคปลายองค์หนึ่ง
[1] ซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีกับทางการไทย ปู่ยังจำได้ว่าเจ้าพรหมลือนั้นไม่ถือองค์เลย ทั้งยังทรงต้อนรับทุกคนด้วยอัธยาศัยใจคออันดีแม้ว่าท่านจะทรงเป็นเจ้านายใหญ่ยศ ปู่จึงประทับใจในจรรยาของท่านเป็นพิเศษ การเดินทางครั้งนี้จึงเป็นรายการ หลานตามรอยปู่ในเชียงตุง ซึ่งก็บังเอิญว่าในชาวคณะเรานี้มีคุณพี่ท่านหนึ่งซึ่งมีคุณพ่อเป็นทหารผ่านศึกมาในกองกำลังเดียวกันกับปู่ด้วย แต่ก็ไม่ได้ถามไถ่อะไรกันมากนัก เนื่องจากผมมีข้อมูลไม่มากนัก เพราะได้ยินได้ฟังเรื่องราวเหล่านี้เมื่อนานมาแล้ว และไม่สามารถกลับไปถามไถ่หรือเล่าอะไรให้ปู่ฟังได้อีก ค่าที่ปู่ของผมท่านไม่อยู่ให้ถามหรือพูดคุยกันเสียแล้ว...

...................................................
.
[1] เจ้าฟ้าพรหมลือนั้นตามประวัติว่าเป็นต้นสกุล ณ เชียงตุง สืบเชื้อสายจากเจ้าเมืองสาม (ตรงกับสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี) ซึ่งเป็นต้นวงศ์ แต่ว่าตามพงศาวดารฝ่ายเชียงตุงนั้นเขาก็ว่าสืบเชื้อมาจากพรญามังราย เจ้าเมืองสามมีราชบุตรชื่อ เจ้ากองไทย สารัมพยะ เป็นเจ้าฟ้าเชียงตุงสืบมา เจ้าฟ้าองค์ต่อมาคือเจ้าดวงแสง (หรือเจ้ามหาขนาน)-เจ้ามหาพรหม และ เจ้าแสงตามลำดับ จนเมื่อประมาณรัชกาลที่ 5 ของเรานี้ เจ้าโชติกองไทขึ้นเป็นเจ้าฟ้า ต่อด้วยเจ้ามหาพยัคฆโชติ เมื่อสิ้นสมัยเจ้ามหาพยัคฆโชติแล้ว เจ้าก้อนแก้วอินแถลงราชบุตร เจ้าโชติกองไท ก็ได้เป็นเจ้าฟ้าเชียงตุงต่อมา (เหตุการณ์ช่วงนี้ตรงกับช่วง รัชกาลที่5 ถึงรัชกาลที่ 7) มีพระมเหสี 6 องค์ และมีราชบุตร-ราชธิดารวมกัน ดังนี้

1. เจ้าแม่ปทุมา ราชธิดาเจ้าเมืองสิงห์ เป็นมหาเทวี(มเหสีเอก) มีราชธิดา 1 องค์ คือเจ้าหญิงทิพย์เกษร และราชบุตร 1 องค์ คือเจ้าพรหมลือ (ท่านผู้นี้คือต้นสกุล ณ เชียงตุง)
2.เจ้าแม่จามฟอง สามัญชนมีราชบุตร-ราชธิดารวม 6 องค์ คือเจ้ากองไท (ได้เป็นเจ้าฟ้าเชียงตุงองค์ต่อมา); เจ้าอินทรา (ได้เป็นบุตรบุญธรรมเจ้าฟ้าเมืองสีป้อ); เจ้าปราบเมือง; เจ้าขุนศึก (องค์นี้ไม่แน่ใจว่าคือต้นสกุล "ขุนศึกเม็งราย" หรือเปล่า?); เจ้าหญิงบัวสวรรค์ และเจ้าหญิงฟองแก้ว
3. เจ้าแม่บัวทิพย์หลวง มี 5 องค์ ได้แก่ เจ้าหญิงแว่นแก้ว (เป็นมหาเทวีเจ้าฟ้าลอกจอก); เจ้าหญิงสุคันธา (สมรสกับเจ้าอินทนนท์ ณ เชียงใหม่บุตรพ่อเจ้าแก้วนวรัฐ); เจ้าหญิงแว่นทิพย์(เป็นมหาเทวีเจ้าฟ้าแสนหวี แต่ภายหลังหย่าร้าง); เจ้าสิงห์ไชย และ เจ้าแก้วมาเมือง
4. เจ้าแม่นางแดงหลวง มี 2 องค์ ได้แก่ เจ้าสายเมือง และเจ้าหญิงจันทร์ฟอง (สมรสกับข้าราชการป่าไม้ชาวไทย)
5. เจ้าแม่บุญยวง มี 2 องค์ ได้แก่ เจ้าหญิงฟองนวล และเจ้าบุญวาทย์วงศา (คนละองค์กับพ่อเจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิตเมืองลำปาง - -ท่านผู้นี้มีบทบาทในการต้อนรับกองทัพไทยที่บุกเข้าเชียงตุงในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพพายัพของไทย ซึ่งนำโดยหลวงเสรีเริงฤทธิ์(พลเอกจรูญ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์) ได้ใช้คุ้มของท่านผู้นี้เป็นกองบัญชาการ)
6.เจ้าแม่บัวทิพย์น้อย ได้แก่ เจ้าหญิงองค์หนึ่ง และเจ้าชายชื่อเจ้ายอดเมือง


เจ้าฟ้ารัตนะก้อนแก้วอินแถลง (กลาง) กับโอรส มีเจ้าฟ้ากองไต (ที่ 2 จากซ้าย แถวหลังสุด) และเจ้าฟ้าพรหมลือ (ที่ 4 จากซ้าย แถวหลังสุด) ร่วมฉายพร้อมกับโอรสองค์อื่นๆ

เจ้าฟ้าก้อนแก้วนั้นได้ส่งเจ้าพรหมลือ และเจ้ากองไท ไปศึกษาต่อในยุโรป แต่ทั้งสองไม่ทันเรียนจบก็ถูกเรียกตัวกลับเชียงตุง ทางเจ้าพรหมลือนั้นยอมกลับแต่โดยดี แต่เจ้ากองไทนั้นได้สมัครเป็นนายทหารในกองทัพอังกฤษแล้ว โดยส่งจดหมายชี้แจงต่อเจ้าพ่อว่า ตนเองไม่มีหวังที่จะก้าวหน้าในเชียงตุง เพราะไม่ได้เป็นราชบุตรเกิดแต่มหาเทวี ไม่มีสิทธิ์ได้เป็นเจ้าฟ้าต่อจากเจ้าพ่อ จึงขอแสวงหาความก้าวหน้าในกองทัพอังกฤษต่อไป เจ้าฟ้าก้อนแก้วจึงขอให้กลับมาก่อน หลังจากนั้นได้มีการตั้งตำแหน่งเจ้าในทางราชการของเชียงตุง ซึ่งเจ้าชั้นสูงของเชียงตุงนั้นมี 5 ตำแหน่ง ได้แก่ เจ้าฟ้า(เจ้าผู้ครองนคร); เจ้าแกมเมือง(อุปราชรัชทายาท); เจ้าเมืองเหล็ก; เจ้าเมืองขาก และเจ้าเมืองขอน ในการนี้เจ้าพรหมลือได้เป็นเจ้าเมืองเหล็ก ขณะที่เจ้ากองไทได้เป็นเจ้าแกมเมือง หรือเจ้าแสนเมือง เพราะตามศักดินาได้กินนาแสน โดยการตั้งตำแหน่งเจ้าครั้งนี้ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าทำไมเจ้าพรหมลือไม่ได้เป็นรัชทายาท แต่การสืบราชสมบัติเมืองเชียงตุงนี้ไม่มีเกณฑ์แน่นอน จึงอนุมานเอาว่าคงเป็นเพราะท่านคงเห็นว่าเจ้ากองไทมีศักดิ์เป็นพี่ของเจ้าพรหมลือ (แต่จริงๆแล้วเกิดก่อนกันไม่กี่วันเท่านั้น) จึงตั้งเป็นรัชทายาท ทางเจ้าพรหมลือก็หันไปทำธุรกิจหลายอย่างจนร่ำรวยกว่าบรรดาเจ้านายด้วยกัน และต่อมาได้สมรสกับเจ้าหญิงทิพวรรณ ณ ลำปาง นัดดาเจ้านครลำปาง

ต่อมาเมื่อเจ้าฟ้าก้อนแก้วฯสิ้นพระชนม์ เจ้ากองไทจึงได้เป็นเจ้าฟ้าแทน แต่เป็นได้ไม่นานก็ถูกลอบปลงพระชนม์เมื่อกลับจากงานเทศกาลวันออกพรรษา งานนี้สามารถจับตัวฆาตกรได้ และในเบื้องต้นได้ซัดทอดคนสนิทเจ้าพรมลือจนมีเสียงร่ำลือว่าเจ้าพรหมลือมีส่วนในการจ้างวานผู้อื่นลอบปลงพระชนม์เจ้าฟ้ากองไท เพราะต้องการแก้แค้นที่ถูกปล้นราชสมบัติไป ท่านผู้นี้จึงต้องจ้างวานทนายความจากพม่ามาเพื่อแก้ต่างในคดีนี้จนเสียเงินว่าจ้างเป็นจำนวนมาก แต่ก็พ้นข้อกล่าวหามาได้ และชาวเชียงตุงส่วนใหญ่ก็ไม่ปักใจเชื่อว่าเจ้าพรหมลือจะมีส่วนในคดีนี้ เพราะเห็นว่าทั้งสองนั้นรักใคร่สนิทสนมกันมาก ขณะที่ข้าหลวงอังกฤษยังคงเชื่อมั่นว่าเจ้าพรหมลือต้องมีส่วนในกรณีนี้ (สนใจค้นคว้าต่อในเรื่อง "The Lords of Sunset" มีรายละเอียดเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมเจ้าฟ้าในมุมมองของชาวอังกฤษ) ในหนังสือที่เกี่ยวกับกองทัพไทยในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพานั้นกล่าวถึงเรื่องเจ้าพรหมลือว่าเมื่อกองทัพพายัพของไทยบุกเข้าเชียงตุงได้ ตามนโยบายสหรัฐไทยเดิม ก็มีการแต่งตั้งจากทางกรุงเทพฯให้เจ้าพรหมลือเป็นเจ้าฟ้าเชียงตุง และให้เจ้าฟ้าพรหมลือและเจ้าบุญวาทย์วงศาเป็นที่ปรึกษาของข้าหลวงทหารฝ่ายไทย ทางอังกฤษก็เห็นว่าเจ้าพรหมลือมีใจฝักใฝ่ฝ่ายไทย จึงยิ่งทวีความไม่ชอบเข้าไปอีก (อาจมีชนวนมานานแล้ว ทั้งผลประโยชน์ในการค้า ซึ่งมีธุรกิจค้าฝิ่นเข้ามาเกี่ยวข้อง การสมรสกับเจ้าหญิงชาวไทย กรณีฆาตกรรมเจ้าฟ้ากองไท และกรณีสุดท้ายที่เข้ากับฝ่ายไทย) ต่อมาเมื่อกองทัพไทยถอยออกมาจากเชียงตุงแล้วเจ้าพรหมลือและครอบครัวจึงได้อพยพเข้ามาเมืองไทย ได้รับการอำนวยความสะดวกจากนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของไทยจนสนิทสนมชอบพอกัน ก็คือ ครอบครัวของจอมพลผิน ชุนหะวัณ และเมื่อมาอยู่ที่เชียงใหม่แล้วก็ ได้ใช้นามสกุลว่า "ณ เชียงตุง" สืบมา
ข้อมูลจาก: http://www.lannaworld.com/cgi/lannaboard/reply_topic.php?id=15149