วันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2552

หนังสือปีใหม่ จุลลสักกราช ๑๓๗๑ ปีกัดเป้า สำนวนไทขึนเมืองเชียงตุง

หนังสือปีใหม่ไทขึน เมิงเชียงตุง ปี จ.ศ. ๑๓๗๑ ตัว
.
นวังคะปีใหม่นี้ เปนปีกัดเป้า จุฬสักกราชได้ ๑๓๗๑ ตัว เศษ ๔ ชื่อว่าจันทาธิมาศทินาธิกะตกเดิน ๘ เบ่าหน สังขารไปเดิน ๖ แรม ๔ ฅ่ำ เมงวัน ๒ ไทยวันปึกใจ้ เกณฑ์เดิน ๐ เน่า ๒ วัน ทินรวิมี ๓๖๕ พระญาวันมาเดิน ๖ แรม ๗ ฅ่ำ เมงวัน ๕ ไทยวันร้วงเหม้า วันที่ ๑๖เมษายน ๒๐๐๙ อหังคณอัตตา ๕๐๐๗๗๑ ติตถีอัตตา ๒๒ พระพุทธสกราชได้ ๒๕๕๓ วัสสา อนาคตสกราชยังหลอ ๒๔๔๗ วัสสา
.
ปีนี้เข้าวัสสาเดิน ๙ เพง จุฬสกราชปีใหม่ขี้นยามแตรสู่เที่ยงวัน ขุนสังขารขี่งูไปยามกลองงาย มือกวาถือผาลา มือซ้ายทือหอกปลายแหลม ลุกหนพยัพไปสู่หนอาคไนย นางผู้ชื่อมโหสาระ นั่งแงกฅิงรับเอา งูจักมีมาก จักแขงด้วยไฟสักหน่อย สัตว์แลฅนทังหลาย จักร้อนใจด้วยไภยะพยาธิโรคานานาต่างๆ ไภยะจักมีแก่พ่อค้าแลฅนทุกข์ไร้เข็ญใจชาแล
.
จักได้เอาแก้วเจ้า ๓ ประการแลพ่อแม่ครูบาอาจารย์เปนที่จั้งทันพึ่ง จิ่งจักได้อยู่เย็นเปนสุข รอดพ้นไภยะทังหลายไปพายหน้าชาแล
.
ปีนี้ไม้ห้าเปนพระญาแก่ไม้ทังหลาย กวันเข้าพึ่งไม้หมากทัน เข้านาดีด้วยลางแห่ง ฝนตกเบ่าเสมอกัน นาคขึ้นน้ำ ๒ ตัว ฝนตก ๒ ตาง แพะรักสาปี แรดรักสาเดิน นกยูงรักสาป่า คะต่ายรักสาน้ำ ยักข์ใพ้อากาศ จัณฑละใพ้แผ่นดิน
.
ผู้ยิงเปนใหย่แก่ฅนทังหลาย วัวเปนใหย่แก่สัตว์ ๔ ตีน นกไฟเปนใหย่แก่สัตว์ ๒ ตีน ไม้แห้วเปนใหย่แก่ไม้จิง ไม้ซางเปนใหย่แก่ไม้กลวง หย้าแฟดเปนใหย่แก่หย้าทังหลาย รสแผ่นดินเบ่าพอหลาย เข้านาเบ่าพอดี ฝนตกร้อยห่า ฝนห่าใหย่มี ๖๐ ห่า ตกทั่วชุมพูทวีป ลมจักมีมาก ฝนมีหัวปี หล้าปี กลางปีมีน้อย
.
ฅนเกิดมาปีนี้ มีโกธะมานะใหย่ เบ่าสู้ได้เลี้ยง วงสาหลายจิ่งดี มีอายุ ๕๐ ปีเปนฝั่ง เหลอนั้นไปอยู่ด้วยบุญกัมม์แห่งตนชาแล
.
ปีนี้ เข้า งน ฅำ วัว ควาย แพง, แก้ว แสง เหล็ก ชืน เส้อ ผ้า เกอ อ้อย ม้า ปลาเน่า ปานกลาง, ปลาแลพริกถูก
.
คันถึงวันพระญาวันมา หื้อชวนกันทานน้ำทานซายไม้ค้ำแท่น ทานแล้วปราถนาหื้อได้อยู่เย็นเปนสุขต่อรอดปีเดินวันยาม ชุเจ้าชุตนชุผู้ชุฅนแด่เทิ่อ.๚๛
.
สมเด็จอาชญาธรรม
วัดราชฐานหลวงเชียงยืน เวียงเชียงตุง
ปล่านแปลง
.

Credit: http://www.cm77.com/board/frame.php?frameon=yes&referer=http%3A//www.cm77.com/board/ สรียินดีจ้าดนักครับผม

วันศุกร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2552

หนังสือปีใหม่ จุลลสักกราช ๑๓๗๑ ปีกัดเป้า


หนังสือปีใหม่ ปีกัดเป้า
(ปีฉลู เอกศก) จ.ศ. ๑๓๗๑
ปกติมาส อธิกวาร ปกติสุรทิน
.
...มังคลวุฒิสิริศุภมัสตุ จุลศักราชได้ ๑๓๗๐ ตัว ปีชวดฉนำ กัมโพชพิไสย เข้ามาในคิมหันตอุตุ จิตรามาส กาฬปักข์ ปัญจมี ภุมมวารไถง ไทยภาษาว่า ปีเปิดใจ้ เดือน ๗ แรม ๕ ค่ำ พร่ำว่าได้วันอังคาร ไทวันกัดเป้า ตรงกับวันที่ ๑๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๒ ยามนั้น ระวิสังขานต์มีตนเรื่อเรืองงามประดุจดังคำสิงคี สถิตอยู่ทิพย์วิมานมีนราศีประเทศ ก็ประดับตนด้วยเครื่องอาภรณ์วิเศษอลังการสีดังแก้วปพาฬผ่องแผ้ว คือว่าสีแดงแสดเลิศแล้ว ประดับตนด้วยรัตนมณีแก้วปพาฬ อันเรืองรุ่ง รัศมีพุ่งงามตา มีหัตถามือซ้ายบนถือลูกประคำผ่องแผ้ว มือซ้ายลุ่มถือกระออมแก้วอันงามโสภา มีมือเบื้องขวาบนนั้นก็มาถือจักร มือขวาลุ่มเอาพาดตักแห่งตนไว้หมั้น ได้กาลยามดี ยามนั้นก็เสด็จยืนก้มหน้าอยู่บนหลังสีหราชา คือพญาราชสีห์ตนองอาจ เสด็จยัวริยาตรจักไปสู่เมษราศี ก็ออกจากทิพย์วิมานคำดีผ่องแผ้วด้วยประตูอันอยู่หนอุตระ คือทิศเหนือแล้ว ยกย่างลีลาด้วยพหุพลนิกายโยธาไปสู่อิสานะทิศา คือตะวันออกเฉียงเหนือดั่งอั้น ยามนั้นเป็นเวลายามตูดรุ่ง เวลา ๐๑ นาฬิกา ๘ นาที ๒๔ วินาที คนทั้งหลายจิ่งเรียกว่าวันสังขานต์ล่อง
.
ยามนั้น ยังมีนางเทวดา ชื่อมัณฑะหมอบตนรับเอา ปีนี้สังขานต์ไปวันอังคาร จักเดือดร้อนแก่ชาวเมือง จักเกิดเปนกลียุค วิวาทบาดหมางผิดเถียงกัน จักร้อนใจแก่เจ้าบ้านเจ้าเมือง พระราชามหากษัตริย์ บ้านเมืองจักแล้ง สรมชาวเจ้าจักเดือดร้อนใจ ข้าวจักมีราคาแพง ของใช้จักขึ้นราคา ของแดงลายและลูกไม้ผลไม้บ่สู้มีราคา จักวิวาทกันด้วยคำบ้านคำเมือง ปีนี้ฝนตกบ่เสมอ หัวปีมีมาก กลางปีบ่มีหลาย หล้าปีก็จักมีอยู่พ่อง ชารสดินบ่ดี สัตว์ ๔ ตีน ๒ ตีนจักมีภัย จักหันแผ่นดินแตกในเมือง เจ้าขุนผู้ใหญ่จักตาย จักมีอุบาทว์ใหญ่ในบ้านเมือง คนเกิดวันอาทิตย์จักมีเคราะห์ใหญ่ คนเกิดวันจันทร์จักมีโชคลาภ



...ในวันสังขานต์ไปนั้น จุ่งหื้อพากันสระเกล้าดำหัวยังแม่น้ำ ทางไคว่ เค้าไม้ใหญ่นอกบ้านชายคา อว่ายหน้าไปสุ่ทิสะหนใต้ แล้วเอาน้ำส้มป่อยดำหัว อาบองค์สรงเกศเกล้าด้วยมนต์วิเศษ สรูปเภทเป็นคาถา ว่า “สัพพะทุกขา สัพพะภะยา สัพพะอันตรายา สัพพะทุนนิมิตตา สัพพะคะหา สัพพะอุปัทวา วินาสันตุฯ”
ปีนี้ศรีอยู่ดัง กาลกิณณีอยู่ปาก จังไรอยู่บ่า เอาส้มป่อยเช็ดคว่างเสีย ปีนี้ผีหัวหลวงเป็นยักษ์อยู่ทิศเหนือ ดำหัวอย่าบิ่นหน้าไปทางทิศนั้น แล้วมานุ่งผ้าใหม่เหน็บดอกไม้นามปี ปีนี้ดอกเก็ดถะหวา เป็นพญาดอก ควรเอามาเหน็บเกศเกล้ามวยผมและเหน็บไว้ประตูบ้าน ประตูเรือน เป็นมังคละ จักอยู่สุขะสวัสสะดีชะแล
.
...ในเดือน ๗ แรม ๖ ค่ำ พร่ำว่าได้วันพุธ ตรงกับวันที่ ๑๕ เมษายน ไทวันกดยี เปนวันปูติ คือวันเน่า ปีนี้เน่าวันเดียว อย่าไปทำมงคลในวันนี้ อย่าไว้วิวาทผิดเถียงเดือดด่า หื้อได้พากันขนทรายเข้าวัด กวาดข่วงไม้สรี พระเจดีย์ วิหาร จักได้พ้นเคราะห์กับตน กับบ้านกับเมือง และพระพุทธศาสนา
ในเดือน ๗ แรม ๗ ค่ำ พร่ำว่าได้วันพฤหัสบดี ตรงกับวันที่ ๑๖ เมษายน ไทวันร้วงเหม้า เป็นวันพญาวัน พระสุริยะอาทิตย์เสด็จทิพย์วิมานในเวลากาลได้ยามรุ่งเช้า เวลา ๐๕ นาฬิกา ๐๖ นาที บ่มีปลาย
ยามนั้นจุลศักราชขึ้นแถม ๑ ตัว เปนจุลศักราช ๑๓๗๑ ตัว ฉลูฉนำ กัมโพชพิสัย ไทยภาษาว่าปีกัดเป้า หื้อได้พากันกระทำบุญหื้อทาน เจดีย์ทราย ช่อ ตุง ไม้ค้ำสรี หื้อพากันทำมังคละกับวัดวาอาราม บ้านช่อง หอเรือน และปูชาสระสรงองค์พุทธรูปเจ้า มหาเจติยะ พระธาตุ พระบฏ พระบาท ไม้สรีมิ่งบ้าน และอารักษ์เจนเมือง มิ่งเมือง อย่าประหมาทด้วยเหตุเคราะห์เมืองจักมี แล้วหื้อพากันดำหัวครูบาสังฆะ พ่อเถ้าแม่อุ้ย และพ่อแม่ เพื่อขอเตชะปารมีไว้กับตนหื้อเปนมงคลตลอดปีอยู่สุขสวัสสดีมีโชคลาภ ถุถั่งหลั่งมา ฮิมาค้าขึ้น อยู่เย็นเป็นสุขตลอด
.
...ปีนี้เศษ ๓ ชื่อ อัชฌุสวัสสะ แพะรักษาปี แร้งรักษาเดือน นกยูงรักษาป่า กระต่ายรักษาน้ำ ภุตตะยักขะเทวบุตรรักษาอากาศ จัณฑาลรักษาแผ่นดิน ผู้หญิงเป็นใหญ่แก่คนทังหลาย นกเขาไฟเป็นใหญ่แก่สัตว์ ๒ ตีน กระต่ายเป็นใหญ่แก่สัตว์ ๔ ตีน ไม้เปาเป็นใหญ่แก่ไม้ทังมวล ผีเสื้ออยู่ไม้ข่อย ไม้เหงเป็นใหญ่แก่ไม้จิง ไม้ซางเป็นใหญ่แก่ไม้กลวง หญ้าแพรดเป็นใหญ่กว่าหญ้าทังมวล ขวัญเข้าอยู่ไม้ซาง รสดินบ่มีหลาย เข้ากล้าถั่วงาบ่ดี เข้าจักลีบ คนเกิดปีนี้มีความโกธะมาก อายุ ๕๐ ปีจักตาย
.
...ปีนี้นาคหื้อน้ำ ๒ ตัว บันดาลหื้อฝนตก ๔๐๐ ห่า ชื่อพุธาธิปติ ตกในมหาสมุทรและเขาสัตตปริภัณฑ์ ๑๙๑ ห่า ตกในป่าหิมพานต์ ๑๓๓ ห่า ตกในมนุสสโลก ๗๖ ห่า
.
...ปีนี้เทวดาวางเครื่องประดับหนอิสาน ปาปะลัคนาอยู่หนอิสาน ปาปะเคราะห์อยู่หนหรดี ทิศะเหล่านี้เป็นอัปปมงคล บ่ดีไปค้าไปศึกทิศนั้น บ่ดีทำมงคลแก่บ้านเมืองในทิศนั้น บ่ดีปกเสาเอกมงคลในทิศนั้น จักเสียสรีเตชะ
.
...อตีตวรพุทธศาสนาคลาล่วงแล้วได้ ๒๕๕๑ พรรษาธิกาปลาย ๑๑ เดือน ๗ วัน นับแต่วันพญาวันคืนหลัง อนาคตะศาสนาอันจักมาภายหน้า ค้างอยู่แถมบ่หน้อย ๒๔๔๘ พรรษาธิกาปลาย ๒๓ วัน เหตุนับแต่วันปากปีไปเอามาบวกกับกันก็เต็มห้าพันพระพรรษาถ้วนบ่มีเศษ เหตุตามฎีกาที่มหาพิลางคสัมมิหรสีเจ้า หากวิสัชนาแต่งแปลงสืบๆ มา ก็ปริปุณณาแล้วแล ๚๛
.
(พระครูอดุลสีลกิตติ์ วัดธาตุคำ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้วิสัชนาปล่านแปลงแต่งแต้มทำนายพยากรณ์ แล)
credit: http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sasis&date=25-02-2009&group=1&gblog=22 สรียินดีจ้าดนักครับผม

วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

มาฆบูชารำลึก


โอวาทปาฏิโมกข์ [โอ-วา-ทะ-ปา-ติ-โมก]
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)


หลักคำสอนสำคัญของพระพุทธศาสนา หรือคำสอนอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ได้แก่ พระพุทธพจน์ ๓ คาถากึ่ง ที่พระพุทธเจ้าตรัสแก่พระอรหันต์ ๑,๒๕๐ รูป ผู้ไปประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย ณ พระเวฬุวนาราม ในวันเพ็ญเดือน ๓ ที่เราเรียกกันว่า วันมาฆบูชา (อรรถกถากล่าวว่า พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์นี้แก่ที่ประชุมสงฆ์ตลอดมา เป็นเวลา ๒๐ พรรษา ก่อนที่จะโปรดให้สวดปาฏิโมกข์อย่างปัจจุบันนี้แทนต่อมา), คาถาโอวาทปาฏิโมกข์ มีดังนี้


สพฺพปาปสฺส อกรณํ
กุสลสฺสูปสมฺปทา
สจิตฺตปริโยทปนํ
เอตํ พุทฺธาน สาสนํ ฯ

ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา
น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโต ฯ
อนูปวาโท อนูปฆาโต ปาติโมกฺเข จ สํวโร

มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมึ ปนฺตญฺจ สยนาสนํ
อธิจิตฺเต จ อาโยโค เอตํ พุทฺธาน สาสนํ ฯ


แปลว่า:
การไม่ทำความชั่วทั้งปวง ๑ การบำเพ็ญแต่ความดี ๑ การทำจิตต์ของตนให้ผ่องใส ๑ นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขันติ คือความอดกลั้น เป็นตบะอย่างยิ่ง, พระพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าวว่า นิพพานเป็นบรมธรรม, ผู้ทำร้ายคนอื่น ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต, ผู้เบียดเบียนคนอื่น ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ การไม่กล่าวร้าย ๑ การไม่ทำร้าย ๑ ความสำรวมในปาฏิโมกข์ ๑ ความเป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร ๑ ที่นั่งนอนอันสงัด ๑ ความเพียรในอธิจิตต์ ๑ นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ที่เข้าใจกันโดยทั่วไป และจำกันได้มาก ก็คือ ความในคาถาแรกที่ว่า ไม่ทำชั่ว ทำแต่ความดี ทำจิตใจให้ผ่องใส

วันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2551

จับเรื่องเล่าเอามาเรียง...จากเชียงตุง (๔)

...แผนผังโดยสังเขปของเมืองเชียงตุง ตามที่ปรากฏในหนังสือของ อ.อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว credit ทั้งเจ้าของหนังสือและผู้scan อยู่ในรูปแล้ว ขอขอบพระคุณไว้ ณ โอกาสนี้...


"...กินข้าวแล้วลืมตอเฟือง...
....นั่งเมืองแล้วลืมตูทั้งหลาย..."

.
...ความที่คัดมาข้างต้นนี้ เป็นถ้อยคำตัดพ้อต่อว่าเจ้าเมืองที่เสวยอำนาจแล้วลืมคุณผู้อุปถัมภ์ค้ำจุนในตำนานการเกิดขึ้นของเมืองเชียงตุงก่อนจะมีคำว่าเชียงตุงให้ใช้...เรื่องนั้นมีอยู่ว่า...

...เดิมทีนั้นเชียงตุงมิได้ใช้ชื่อนี้มาแต่แรก "ประจันตคาม" หรือ "จัณฑคาม" คือชื่อเดิมของดินแดนแห่งนี้ ตั้งแต่สมัยที่สัตว์กับคนนั้นยังสามารถคุยกันรู้เรื่อง มีผู้คนมากมายอาศัยอยู่เป็นเมืองใหญ่ มีเจ้านายนั่งเมืองมายาวนาน จนกระทั่งสมัยหนึ่ง มีนายโคบาลหรือคนเลี้ยงวัวคนหนึ่งได้มีโอกาสเป็นเจ้าเมือง เนื่องจากเจ้าเมืององค์ก่อนนั้นสิ้นพระชนม์โดยที่ไม่มีผู้สืบราชสมบัติ เหตุที่ชายเลี้ยงวัวผู้นั้นได้เสวยราชสมบัตินั้นเป็นเพราะ เขาเคยเลี้ยงกาฝูงหนึ่งด้วยอาหารของเขาเองในระหว่างการเลี้ยงวัว เพราะสงสารที่กาฝูงนั้นไม่มีอาหารจะกิน...
.

...เมื่อกาฝูงนั้นรู้ข่าวว่าเจ้าเมืองจัณฑคามสิ้นพระชนม์ ก็คิดตอบแทนคุณข้าวคุณน้ำของชายเลี้ยงวัว จึงตกลงกันจะช่วยให้เขาได้เป็นเจ้าเมือง ดังนั้นแล้วจึงไปตกลงกับชายเลี้ยงวัวว่าฝูงกานี้จะช่วยให้เขาได้เป็นเจ้าเมือง แต่ขอให้มีข้อแลกเปลี่ยนว่า ทุกๆปี เขาจะต้องเสียควายหนึ่งตัวเป็นอาหารให้กับฝูงกา นายโคบาลนั้นก็รับปากด้วยดี ฝูงกาจึงออกอุบายให้ชายเลี้ยงวัวนั่งอยู่ในกรงไม้แล้วพากันคาบหอบกรงไม้นั้น บินเข้าไปในปราสาทของเจ้าเมืองในเวลากลางคืน รุ่งขึ้น บรรดาเสวกามาตย์ต่างพบว่านายโคบาลนั้นอยู่ในปราสาท จึงคิดว่าเป็นผู้มีบุญญาธิการมาครองเมือง จึงพร้อมใจกันยกให้นายโคบาลนั้นเป็นเจ้าเมืองในเวลาต่อมา... .

.

...เวลาผ่านไปไม่นาน นายโคบาลนั้นก็ลืมสัจจะสัญญาที่ให้ไว้แก่ฝูงกา ฝูงกาจึงคิดเอานายโคบาลนั้นออกจากราชสมบัติ โดยทำอุบายว่าจะพานายโคบาลนั้นไปเป็นพระราชาในเมืองที่ใหญ่กว่า มีทรัพย์สมบัติมากกว่านี้ เมื่อนายโคบาลทราบดังนั้นก็ตัดสินใจว่าจะไปตามที่ฝูงกาเสนอด้วยความโลภ ที่สุดแล้วฝูงกาก็นำนายโคบาลนั้นไปปล่อยบนเกาะร้างแห่งหนึ่ง พร้อมสาปแช่งไว้ให้เมืองจัณฑคามนั้นล่มลงกลายเป็นหนองน้ำ แต่ภายหน้าจะกลับมารุ่งเรืองเป็นเมืองอีกครั้ง ใครก็ตามที่มาเป็นเจ้าเมือง หากลืมบุญคุณของมิตรสหาย เป็นผู้ไม่รักษาสัญญาแล้วก็ขอให้พบกับความวิบัติพลัดพรากอย่างที่นายโคบาลเป็นอยู่นี้ แล้วก็พากันบินจากไป หลังจากนั้นจึงเกิดฝนตกหนักถึง 7 วัน 7 คืน และน้ำนั้นได้ไหลท่วมเมืองจนหมดสิ้น ชาวเมืองที่รอดตายก็พากันอพยพไปอยู่ตามเทือกดอยต่างๆ และไม่มีใครได้กลับมาอีก คนเลี้ยงวัวนั้นก็ตรอมใจตาย แต่ดวงใจยังอาลัยในราชสมบัติเมืองจัณฑคามอยู่ ด้วยความหลงนั้นเองชักพาดวงวิญญาณให้เข้าไปเกิดเป็นพญาปูคำ (ปูเหลือง) เฝ้าเมืองที่ล่มสลายไปดังกล่าว

.

...ชะตากรรมของเมืองจัณฑคามนั้น สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อ หรือคติในการควบคุมให้ผู้มีอำนาจนั้นต้องปฏิบัติตนอยู่ในกรอบศีลธรรมและจริยธรรมอย่างเข้มงวด หาไม่แล้ว ความพินาศล่มจมจะไม่เกิดขึ้นกับตนเองเท่านั้น หากยังทำให้คนหมู่มากพลอยได้รับผลกระทบนั้นตามไปด้วย ซึ่งความคิดทำนองนี้ก็ยังคงปรากฏเป็นจริงอยู่ในปัจจุบัน เพียงแต่ว่า บางคนเขาไม่รู้สึกรู้สมด้วยก็เท่านั้นเอง...

.

...ตามตำนานนั้นกล่าวว่า เมื่อถึงสมัยพระพุทธเจ้าของเรา พระองค์เสด็จเลียบโลกเพื่อโปรดสัตว์ในพื้นที่ต่างๆ เมื่อเสด็จมาถึงหนองน้ำใหญ่จัณฑคาม ได้ทรงมีพุทธฎีกาพยากรณ์ว่า หนองน้ำนี้ต่อไปจะกลับกลายเป็นเมืองอีกครั้งชื่อว่าเมืองนามจัน โดยมีฤๅษีตนหนึ่งมาไขน้ำออกจากหนองนี้ แล้วจะมีคนมาสร้างบ้านแปงเมืองอยู่ต่อไป (เป็นเหตุว่าทำไม่รัฐบาลพม่าจึงสร้างพระพุทธรูปใหญ่ขึ้นบนดอยจอมสัก แล้วชี้พระหัตถ์มาทางหนองตุง คล้ายกับพระพุทธรูปยืนปางพุทธพยากรณ์ที่เขามัณฑะเลย์ ต่างกันแต่ว่า ที่เชียงตุงนี่ไม่มีรูปพระอานนท์...พระพุทธพยากรณ์นี้เป็นที่หมายแรกๆ ในการเดินทางรอบเมือง ซึ่งจะเล่าเสริมในภายหลังครับ)

.


...พระพุทธพยากรณ์บนดอยจอมสัก...

...จากนั้นอีกนาน จึงมีฤๅษีตนหนึ่ง เคยเป็นราชบุตรพระเจ้ากรุงจีน หรือเจ้าฟ้าเมืองว้องในตำนานเชียงตุง ชื่อว่าตุงครสี หรือตุงคฤๅษี (คำว่า"รสี" ก็คือพระฤๅษีนั่นเอง) ใช้ไม้เท้าขุดทางไขน้ำออกจากหนอง ชาวฮ่อแข่ยูนนานที่ติดตามฤๅษีมาก็ต่างสร้างชุมชนขึ้นเป็นเมืองอีกครั้งหนึ่ง เวลาผ่านไปอีกเล็กน้อย ซึ่งไม่ทราบว่านานเท่าไร ชาวฮ่อแข่ยูนนานเหล่านั้นก็ทิ้งเมืองไปอีกเนื่องจากโรคระบาด ทิ้งน้ำเต้าที่ปลูกไว้ในเขตบ้านเรือนตนให้เติบโตขึ้น จนกระทั่งผลน้ำเต้านั้นแก่และแตกออกกลายเป็นผู้คนอาศัยอยู่ในเมืองนามจันนั้นสืบมา แต่คนมักเรียกชื่อเมืองนั้นว่า "เชียงตุง" ตามชื่อตุงครสีผู้นำการสร้างเมืองมากกว่า...

.

...ตามตำนานข้อนี้ น่าเชื่อว่า คนไทขึน/เขิน ที่อาศัยอยู่ในเชียงตุงนั้นเชื่อว่ากำเนิดของคนนั้นมาจากผลน้ำเต้า และข้อเท็จจริงของการเกิดชุมชนในพื้นที่ที่เรียกว่าเชียงตุงนั้น น่าจะเกิดจากการอพยพมาของคนจีนในยูนนานผสมกับคนพื้นเมืองในแถบนั้น ซึ่งในที่สุดก็กลายเป็นพื้นที่ของคนพื้นเมืองไปโดยปริยาย...

วันพุธที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2551

จับเรื่องเล่าเอามาเรียง...จากเชียงตุง (๓)


...จากจุดนี้ เหลืออีกประมาณ 30 กิโลเมตร จะถึงตัวเมืองเชียงตุง...
.
รถตู้ของชาวคณะเรา (รวมสองคัน) แล่นไปบนถนนเล็กๆ ความยาวตลอดสายจนถึงเชียงตุงรวม 165 กิโลเมตร ซึ่งมีการพัฒนาขึ้นจากเส้นทางที่คนสมัยก่อนใช้สำหรับเดินทางติดต่อค้าขายระหว่างเมืองต่างๆ ซึ่งการค้าตามเส้นทางนี้มีมูลค่าสูงมากจนได้รับการขนานนามว่าเป็น “เส้นทางสายทองคำ” ทั้งการค้าต่างหลังม้า หลังลา หลังฬ่อ หรือแม้กระทั่งการค้าทางบกแบบเล็กๆ น้อยๆ ในปัจจุบัน ตามประวัติมีอยู่ว่าถนนสายนี้มีการพัฒนาอย่างสำคัญเมื่อช่วง พ.ศ.2485 เพื่อรองรับการเดินทัพของกองทัพพายัพขึ้นไปยังเชียงตุง และอีกครั้งหนึ่งเมื่อ พ.ศ.2542 เพื่อเหตุผลทางเศรษฐกิจในการค้าทางบกระหว่าง จีน พม่า และไทย
.

...คนที่นี่ทำนาหน้าบ้านได้เลย...

ถนนสายนี้ตัดผ่านหมู่บ้านและชุมชนน้อยใหญ่รายทาง สลับกับทุ่งนาและป่าเขา ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ตามชุมชนเหล่านั้นทั้งคนไต คนลื้อ คนเขิน คนหลอย (คนดอย) คนอาข่า คนปะหล่อง ทั้งคนพม่าต่างก็มักจะหยุดการทำงานแล้วมองขบวนเล็กๆ ของชาวคณะเราเป็นระยะๆ ราวกับว่าการมาของนักทัศนาจรนั้นเป็นปรากฏการณ์ที่นานทีปีหนจะเวียนวนมาให้เห็นสักครั้งหนึ่ง เนื่องจากการเดินทางในวันหยุดของเราตรงกับวันธรรมดาของที่นั่น เราจึงเห็นทั้งชาวนาชาวไร่ ข้าราชการ ทหาร และหมู่ของนักเรียนที่เดินกลับบ้านเพื่อไปกินมื้อเที่ยงด้วยชุดนักเรียนเสื้อขาวโสร่งหรือซิ่นสีเขียว บางคนก็แอบสวมกางเกงยีนไว้ข้างใน แต่ที่แน่ๆ ผู้คนตามรายทางเหล่านั้น โดยเฉพาะผู้ใหญ่ ส่วนมากประแป้งทานาคาจนหน้านวล และเคี้ยวหมากจนปากแดง



...รถจ้างเหมาคันหนึ่งที่เราเจอ ณ ด่านแรก หลังจากออกจากท่าขี้เหล็ก...
.
คุณพี่ท่านหนึ่งในคณะของเรากล่าวว่า เขาว่ากันว่า กว่าจะถึงเชียงตุงได้นั้นต้องผ่านด่านน้อยใหญ่รวมแล้ว 11 ด่าน แต่จากข้อมูลในหนังสือ “วิถีไทเขิน เชียงตุง” บอกกับเราว่า ด่านที่รถทุกคันต้องแวะมีทั้งสิ้น 8 ด่าน (ซึ่งเราต้องชำระค่าผ่านทางทุกด่าน) ได้แก่
1. ด่านมะยางโหลง
2. ด่านนักสืบบ้านท่าเดื่อ (ทำนองว่าเป็นสันติบาล แต่พี่หลุยของเราใช้คำเรียกว่า ด่านทหารสายลับ ซึ่งฟังดูน่ารักเกินกว่าที่จะใช้เรียกหน่วยราชการ)
3. ด่านปางค้าน้อย
4. ด่านเมืองพยาก (ตามหนังสือว่ามี 4 ห้อง ต้องจ่ายเงินทุกห้อง)
5. ด่านนักสืบเมืองพยาก
6. ด่านเก็บเงินแบบด่านทางด่วนบ้านเรา
7. ด่านหนองโนน (ใกล้น้ำพุร้อน - - น่าจะเป็นด่านเก็บเงินแบบด่านทางด่วนอีกแห่งหนึ่งที่ใกล้ๆ กันนั้นมีป้ายยินดีต้อนรับสู่เชียงตุง ในหนังสือบอกว่าต้องลงรถแล้วเดินตามรถผ่านด่านไปแล้วค่อยไปขึ้นรถอีกที ซึ่งตลอดเส้นทางนั้น ไม่มีจุดไหนเลยที่เราต้องลงรถแล้วไปขึ้นรถอีกครั้ง)
8. ด่านมาทาท่า ก่อนเข้าเมืองเชียงตุง มีทั้งด่านตรวจคน ตรวจรถ และล้างรถก่อนเข้าเมือง (พี่หลุยให้ข้อมูลแก่ชาวคณะเราว่า รถที่จะเข้าเมืองนั้นจะต้องถูกล้างให้สะอาดก่อน ไม่เช่นนั้นจะต้องจ่ายค่าปรับให้กับทางการ)


...บ้านบางหลังระหว่างทาง...

เรามาถึงเชียงตุงแบบสบายๆ ราวเที่ยงครึ่ง ผ่านอาคารสถานที่ราชการจำนวนมาก ราวกับว่าเมืองทั้งเมืองเป็นศูนย์ราชการ พี่หลุยบอกว่า อย่าเที่ยวยกกล้องขึ้นถ่ายรูปสุ่มสี่สุ่มห้า เพราะที่เมืองพม่านี้ไม่ชอบให้ใครถ่ายรูปสถานที่ราชการ ทหารจับได้แล้วเรื่องยาว การเที่ยวนั้นจะกร่อยเสียเปล่าๆ เลยได้ข้อสรุปของตัวเองว่า เที่ยวในเมืองแบบนี้ ดูได้ทุกอย่าง แต่เก็บได้แต่สิ่งที่เขาอยากให้เก็บเท่านั้น ถ้าอยากเดินทางอย่างมีความสุข...

.

วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

...เราควรจะหงุดหงิดหรือไม่?...

ระยะหลายวันมานี้มีเรื่องรบกวนจิตใจนิดหน่อย...ถึงมากๆ

ซึ่งนั่นก็คือ เราควรจะหงุดหงิดหรือไม่? กับความตายของมนุษย์จำนวนหนึ่งซึ่งรัฐบาลไม่สามารถหาคำตอบได้ ว่าเป็นฝีมือของใคร และ "รัฐ" ในฐานะที่ต้องสร้างหลักประกันความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จะแสดงความรับผิดชอบกับสิ่งเหล่านี้อย่างไร หลายวันมานี้การลงไม้ลงมือกันเพียงเพราะ "คนละสี" จนเลือดตกยางออก บ้างก็ถึงขั้นเสียชีวิต โดยที่เจ้าหน้าที่ของรัฐยังไม่สามารถทำอะไรเพื่อให้ความกระจ่างในข้อสงสัยของคนที่ "ไม่เหลือง ไม่แดง" เกี่ยวกับการบาดเจ็บล้มตายเหล่านั้น

เป็นไปได้ไหมว่าเราควรหงุดหงิดกับรัฐบาล?...อันเนื่องมาจากการบุกยึดสถานที่ราชการ ท่าอากาศยานนานาชาติและอื่นๆ โดยกลุ่มชนที่มีอารมรณ์คุกรุ่นเพื่อต้องการความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโดยที่รัฐบาลไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่าการถอย (เพราะไม่สามารถใช้ไม้แข็งแบบวันที่ 7 ต.ค. ที่ผ่านมาได้อีก เพราะต้นทุนสูงเหลือเกิน...) ทั้งที่ผู้นำรัฐบาลสามารถเปิดอกคุยกับแกนนำผู้ชุมนุมได้ แต่ก็เลือกที่จะไม่ทำตั้งแต่ต้น จนกระทั่งเรื่องราวมันเลยเถิดไปขนาดนี้...

หรือเราควรจะหงุดหงิดกับผู้ชุมนุมดี?...เหมือนกับอารมณ์ของ SMS ตามหน้าจอโทรทัศน์นับตั้งแต่วันก่อน...รวมทั้งพลังแดง พลังขาว พลังเขียว พลังส้ม และพลังสีอื่นๆ ในสังคมนี้ หรือแนวร่วมสีเหลืองเองที่เคยหงุดหงิดกับแนวร่วมสีแดงในเชียงรายที่ปิดทางเข้าออกท่าอากาศยานเชียงรายเมื่อสองสามเดือนก่อน ตอนนั้นก็มีคนไม่น้อยหัวเสียกับการกระทำของแนวร่วมสีแดง ซึ่งมาวันนี้ฝ่ายเหลืองเอาบ้าง คนที่เคยเชียร์สีเหลืองก็เปลี่ยนใจไม่เชียร์เสียแล้ว เหมือนเพื่อนร่วมก๊วนข้าวเที่ยงกล่าวขึ้นมาลอยๆ เมื่อวานนี้ว่า "...เราเลิกเชียร์แล้วล่ะ มันเกินไป..."
ล่าสุดเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา เพื่อนร่วมงานที่นั่งโต๊ะไม่ห่างกันเท่าไรนักส่งเสียงเตือนขณะที่ผมกำลังเปิดวิทยุเพื่อฟังความเคลื่อนไหวของการชุมนุมว่า ..."...ช่วยเบาเสียงวิทยุลงนิดนึงได้ไหม? ไม่อยากได้ยินเสียงการชุมนุม เพราะพวกนี้ดูหมิ่นสถาบัน ฯลฯ..." ซึ่งผมเองก็พยายามไม่ให้มันดังอยู่แล้ว แต่กลายเป็นว่าเสียงข่าวที่แว่วออกไปนั้น แม้เพียงน้อยนิดก็เป็นเหมือนมลพิษที่มีมวลมหาศาลทีเดียว อารมณ์ของคนในสังคมเวลานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มที่บอกว่า "...อย่ามาเหมานะ...ชั้นไม่ใช่แดง...และก็ไม่ใช่เหลืองด้วย..." คือคนทั่วๆ ไปที่ต้องการเห็นการเมืองที่สงบสมานฉันท์ ทุกคนสามัคคี ฯลฯ (ซึ่งการเมืองที่ไหนๆ ในโลกไม่เคยอยู่ในภาวะที่ว่านั้นเลย) แกว่งไปหาความไม่พึงพอใจที่มีต่อกลุ่มผู้ชุมนุม และดูเหมือนว่าจะค้างอยู่ที่นั้นจนไม่แกว่งไปที่ไหนอีก
...เราควรจะหงุดหงิดกับสถาบันทหาร...กระนั้นฤๅ?...เหมือนกับที่กลุ่มผู้ชุมนุมกำลังหงุดหงิดกับท่าทีที่ไม่ซ้ายไม่ขวา ท่องคาถาอยู่กับที่ ว่า..."ไม่ปฏิวัติ ...ไม่ยึดอำนาจ...ไม่เคลื่อนไหว"...ของผู้นำเหล่าทัพ ซึ่งอันที่จริงก็น่าเห็นใจท่านๆ เหล่านั้น เนื่องจากต้นทุนและเดิมพันของทหารนั้นสูงมาก มากเสียจนทำให้ท่านเหล่านั้นไม่อาจเสี่ยงปฏิบัติการเหมือนที่สถาบันนี้เคยทำมาก่อน ไหนจะนักการเมือง ไหนจะมวลชน ไหนจะชื่อเสียงเกียรติภูมิของประเทศ คิดแล้วได้ไม่คุ้มเสีย และไม่อาจวางใจในคู่กรณีในความขัดแย้งครั้งนี้ได้ทั้งคู่ การตั้งรับในที่มั่นอาจดูเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในยามนี้

...หงุดหงิดกับคุณทักษิณและพลพรรคของเขาดีไหม?...หลายคนในโลกใบนี้พยายามชี้ประเด็นว่าคุณทักษิณ รวมทั้งเครือญาติ เครือข่าย ลูกน้อง ลูกพรรค ฯลฯ ของเขานั้นเป็นต้นเหตุแห่งความวุ่นวายในวันนี้ ตั้งแต่ทุจริตเชิงนโยบาย ใช้ช่องว่างของกฎหมายเพื่อประโยชน์ทับซ้อน ทำลายกลไกถ่วงดุลและตรวจสอบทั้งทางสภาและองค์กรอิสระ หลบเลี่ยงการบังคับทางกฎหมาย ว่าการหลังม่านผ่านนอมินี และแฟมิลี่ เรื่อยไปจนกระทั่งข้อหาทรราชย์และมุ่งร้ายต่อสถาบัน ...แต่อย่าลืมว่า ผู้คนส่วนมากมักสนใจแต่เรื่องเฉพาะหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องเฉพาะหน้าที่มีการเผยแพร่ผ่านทางสื่อสารมวลชนแบบ real time แล้วตัดตอนของความสนใจระยะสั้นๆ ความสนใจที่มีต่อสิ่งที่คุณทักษิณและพรรคพวกของเขากระทำสะสมเอาไว้ในอดีตจึงมีไม่มากนัก

...แล้วหงุดหงิดกับสื่อล่ะ?...สื่อจำนวนมากพยายามช่วงทำหน้าที่ในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อโทรทัศน์ ที่ต้องการนำเสนอภาพสดๆ ของเหตุการณ์ แล้วคนบ้านเราสมัยนี้ก็ชอบที่จะดูโทรทัศน์เพื่อติดตามสถานการณ์ อารมณ์ของผู้ชมก็ผันแปรไปตามภาพข่าวที่ออกสื่อมาให้เห็น อย่าลืมว่าเวลาในจอแก้วนั้นมีราคาแพงกว่าเวลาในนาฬิกาของเราๆ ท่านๆ อักโข การตัดภาพข่าวออกมาจึงต้องเน้นภาพที่มี "พลังสะเทือน" หรือ IMPACT สูง ซึ่งหารายงานพิเศษประเภท "เคียงข่าว" (ซึ่งหมายถึงข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่รายงานเข้ามาตามลำดับเหตุการณ์) ได้น้อยเหลือเกิน นอกจากนี้ รายการบันเทิงต่างๆ ยังคงมีให้เลือกบริโภคมากกว่ารายการเชิงสาระ มิพักต้องพูดถึงวิทยุ ทั้งชุมชน และไม่ชุมชน และหนังสือพิมพ์ต่างๆ ซึ่งมีฝักฝ่ายและเลือกข้างชัดเจน ทั้งนี้ให้ผู้เสพสื่อเลือกบริโภคกันตามความสนใจและข้อจำกัดของแต่ละคน

...หรือเรา...ควรจะหงุดหงิดกับตัวเอง...
...หงุดหงิดที่เสพข่าวสารมากเกินไป...
...หงุดหงิดที่ไม่ดูข่าวสารให้รอบด้าน...
...หงุดหงิดที่เสพข่าวสารไม่เป็น...
...หงุดหงิดที่ไม่เลือกข้าง...
...หงุดหงิดเพราะใครสักคนรอบตัวเราเลือกข้าง...ที่เราไม่ชอบ...
...หรือหงุดหงิดที่ปล่อยให้ "คนน่าละอายหลายจำพวก" (หากอยากรู้ว่าพวกนี้เป็นใคร โปรดอ่านเนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับล่าสุด) เดินเข้าสภามาชูคอกันสลอนจนได้ ทั้งๆ ที่รู้ว่ากฎหมายก็มีอยู่ คนปฏิบัติตามกฎหมายก็มีอยู่ การศึกษาของคนเราก็ไม่ใช่น้อย คนมีข้อมูลก็มีอยู่มากมาย ฯลฯ
...หากจะหายหงุดหงิด ก็คงต้องหาเหตุแห่งความหงุดหงิดนั้นให้ได้เสียก่อนกระมัง....

วันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

จับเรื่องเล่าเอามาเรียง...จากเชียงตุง (๒)

ทัศนียภาพรายทางที่เก็บมาได้ระหว่างอยู่บนรถ จนใจว่าไม่สามารถบอกให้คนขับหยุดได้ เกรงใจสมาชิกผู้ร่วมทาง เลยต้องยื่นมือออกไปเก็บภาพแทน ภาพจึงดูเบลอๆ อยู่บ้าง



เราออกจากด่านแล้วแวะรับน้ำดื่มและขนมสำหรับดื่มและกินระหว่างทางที่ร้านโชห่วยแห่งหนึ่งในตลาดท่าล้อ ที่ซึ่งชาวเรามักข้ามฝั่งไปซื้อหาสินค้านานาชนิดอยู่บ่อยครั้ง ก่อนนั่งรถไปตามถนนที่ผ่านการใช้งานอย่างสมบุกสมบันมายาวนาน ออกจากตัวเมืองท่าขี้เหล็ก ซึ่งพี่หลุยบอกกับเราว่า เพิ่งยกฐานะเป็นจังหวัดหนึ่งของรัฐฉานตะวันออกได้ไม่นานมานี้ เพราะเป็นพื้นที่หนึ่งซึ่งมีเงินหมุนเวียนอยู่มาก ชาวคณะเราต่างส่งสายตาออกไปภายนอก เพราะไม่ใคร่จะมีใครได้ออกมาไกลกว่าตลาดท่าล้อ ก็พากันตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่เห็นภายนอก ทั้งตลาด ผู้คน อาคารบ้านเรือน วัดวาอาราม ท่ารถ และสนามบิน ซึ่งใช้สำหรับเดินทางภายในประเทศทั้งสิ้น
.
มองๆ ดูแล้ว บ้านเมืองตามรายทางนั้นก็คล้ายๆ กับอำเภอรอบนอกของเชียงรายนี่เอง มีถนนหลักขนาดความกว้างสองช่องจราจร ซึ่งนานๆ ครั้งจะมีรถขับสวนมา พ้นจากตลาดท่าล้อแล้วก็ไม่มีตึกสูงเลย อย่างดีก็เป็นบ้านสองถึงสามชั้น บางหลังเป็นตึกครึ่งไม้ บางหลังเป็นบ้านตึกอย่างดีสีสันสดใส เราเริ่มสัมผัสได้ถึงบรรยากาศ วิถีชีวิตแบบเรียบง่ายของชาวบ้านร้านถิ่น เสียงของพี่หลุยแว่วมาว่า เวลาในประเทศพม่าจะช้ากว่าเมืองไทยราวสามสิบนาที แต่เราไม่จำเป็นต้องปรับนาฬิกาตาม เพราะเราจะนัดหมายกันเป็นเวลาประเทศไทย.....ทำให้ตัวผมเองเริ่มรู้สึกว่า นาฬิกาของเรากับนาฬิกาของคนที่นั่นเดินไม่เหมือนกัน
.
นาฬิกาของเรานั้นเดินเป็นวงกลม ที่หมุนเร็ว และเดินซ้ำไปซ้ำมาบนรอยเดิม เริ่มต้นแต่ละวันด้วยความรีบเร่ง และไม่ได้ใส่ใจรายละเอียดในการดำเนินชีวิตมากนัก สักแต่ว่าทำกิจวัตรประจำวันให้เสร็จๆ ไป ระหว่างวันก็วุ่นวนอยู่กับกิจการงานในหน้าที่บ้าง เสียเวลาไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่องบ้าง จบวันหนึ่งๆ ไปด้วยความรู้สึกกึ่งล้ากึ่งขี้เกียจ แล้ววันรุ่งขึ้นก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมอีก

.

ส่วนนาฬิกาของคนที่นั่น ก็อาจจะเป็นวงเหมือนกัน แต่คงจะมีขนาดใหญ่กว่ามาก ค่อยๆ เดินอย่างระมัดระวัง และมีเวลาใส่ใจกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ และความรื่นรมย์ในชีวิต ซึ่งคนที่หมกมุ่นอยู่กับความสับสนวุ่นวายในสังคมเมืองอาจมองไม่เห็น

................................................................

ตอบคำถามนะครับ

.

การเดินทางไปเยี่ยมเมืองเชียงตุงนั้น ถ้าเราเป็นนักศึกษาประวัติศาสตร์ หรือผู้สนใจสถาปัตยกรรม ศิลปะ และเรื่องของวิถีชีวิตควรจะมีเวลาอยู่ที่นั่นสักสัปดาห์หนึ่ง จะได้อะไรกลับมาอีกเยอะ แต่ถ้าเราไม่ได้ดื่มด่ำกับมันมากนัก หรือเป็นนักท่องเที่ยวแบบทัวร์ชะโงก ก็ซื้อบริการจากบริษัทนำเที่ยวไปเลยครับ รายการนำเที่ยวตามที่ตกลงกันปัจจุบันเท่าที่ทราบจะอยู่ที่ สองคืนสามวันที่โรงแรมชั้นหนึ่งของที่นั่น+ ค่าเดินทาง+อาหารอย่างดี+มัคคุเทศก์ ประมาณ 6,000 บาทต่อคนครับ (ยังไม่รวมทิปให้มัคคุเทศก์ครับ คราวที่ผมไปนี้ เขาบริการดีจนเราเกรงใจเลย...) ถ้าจะเพิ่มเวลาก็ต้องตกลงกับบริษัทเอง เพราะตามกฎหมายแล้ว เราสามารถอยู่ชื่นชมกับความสวยงามที่นั่นได้ถึง 14 วันโดยไม่ต้องทำวีซ่าครับ

.

หรือถ้าจะไปแบบแบ็กแพ็ค ก็ต้องหาทางจองโรงแรมเอง ค่าที่พักนี้ไม่ทราบว่าเท่าไรนะครับ แล้วขึ้นรถจากท่าขี้เหล็กเข้าเชียงตุง หากเป็นรถโดยสาร (ต้องนั่งรถรับจ้างจากหน้าด่านไปท่ารถประมาณ 3 กม.) ค่าโดยสารจะอยู่ในราว 350 บาทต่อคน (ไม่ทราบราคาตั๋วไปกลับนะครับ) และอาจต้องเพิ่มค่ารถรับจ้างอีกนิดหน่อย หากเหมารถขาวมาก็อาจจะอีกเรื่องหนึ่ง อันนี้ต้องต่อรองราคาเองครับ การดำเนินการเกี่ยวกับพิธีการผ่านแดนคงต้องคุยกับคนที่เขามีประสบการณ์ตรงจะดีกว่าครับ อาหารการกินที่นั่นหายห่วงครับ หากินได้ทั้งวันในราคาที่เรารับได้ เลือกเอาที่เขาทำใหม่ๆ ร้อนๆ นั่นละครับกีที่สุด ข้อแนะนำสำคัญคือ พยายามแลกธนบัตรใบละ 20 บาท และเหรียญย่อยๆ ติดกระเป๋าไว้หน่อยก็ดีครับ ซื้อหาสินค้าเล็กๆ น้อยๆ ได้สะดวก แต่ถ้าต้องการซื้อของที่มีราคาค่างวดสูง พกใบใหญ่ๆ ไว้ก็ไม่มีปัญหาครับ พ่อค้าแม่ขายที่นั่นพอจะฟังภาษาไทยรู้เรื่องเพราะที่นั่นเขาดูโทรทัศน์บ้านเราด้วยครับ

.